* ✨👇✨ กดรับ Link นิยายรสแซ่บได้ที่ปกทุกปกที่นี่เลยจ้าา ✨👇✨ *

niyayZAP Related E-Books Related E-Books Related E-Books Related E-Books Series E-Books niyayZAP Related E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books niyayZAP Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน niyayZAP Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books niyayZAP niyayZAP niyayZAP niyayZAP niyayZAP Related E-Books niyayZAP niyayZAP Related E-Books Series E-Books Series E-Books  Series E-Books

Sunday, February 2, 2025

[1] ลำนำรักแห่งแดนไอยคุปต์: เงาฝันแห่งฟ้าและชะตาแห่งรัก

ลำนำรักแห่งแดนไอยคุปต์ | หมื่นล้านคำรัก

🍹
ลำนำรักแห่งแดนไอยคุปต์

โดย
หมื่นล้านคำรัก

©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

เงาฝันแห่งฟ้าและชะตาแห่งรัก

เรื่องย่อ:
ในอาณาจักรอียิปต์อันยิ่งใหญ่ Rhodopis หญิงสาวผู้มีอดีตอันลึกลับและชะตาที่พลิกผัน เธอเริ่มต้นชีวิตจากการเป็นทาสที่ไร้ค่าในเมือง Naucratis จนกระทั่งโชคชะตาเล่นตลก เมื่อรองเท้าแตะข้างหนึ่งของเธอถูกนกอินทรีนำไปทิ้งไว้บนตักของกษัตริย์อาโมเซสแห่งอียิปต์

กษัตริย์หนุ่มผู้มีหัวใจที่กำลังแสวงหาความรักแท้ รู้สึกหลงใหลในความงดงามและความลึกลับของรองเท้าแตะนั้น เขาเริ่มต้นการค้นหาเจ้าของรองเท้าจนกระทั่งได้พบ Rhodopis หญิงสาวที่สะท้อนความหวัง ความฝัน และความมุ่งมั่นที่เขาไม่เคยพบในผู้ใด

แต่ความรักของทั้งสองไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ Rhodopis ต้องเผชิญกับการต่อต้านจากขุนนางผู้ทรงอำนาจที่ไม่ยอมรับในชาติกำเนิดของเธอ รวมถึงความลับในอดีตของเธอที่เริ่มปรากฏขึ้นทีละน้อย

ในขณะที่ความรักระหว่างเธอกับกษัตริย์อาโมเซสเบ่งบาน เธอต้องต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเองและแสดงให้ทุกคนเห็นว่า ความกล้าหาญและความจริงใจนั้นสำคัญยิ่งกว่าสายเลือด

“เงาฝันแห่งฟ้าและชะตาแห่งรัก” คือเรื่องราวของความรักที่ต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรค การค้นหาความจริงในอดีต และการสร้างอนาคตที่ยิ่งใหญ่ เรื่องราวที่จะพาผู้อ่านไปสัมผัสความโรแมนติกอันลึกซึ้งและความสง่างามแห่งอาณาจักรอียิปต์ที่ยากจะลืมเลือน

บทที่ 1
เสียงแห่งโชคชะตา

แสงแรกของวันทอดตัวเหนือผืนน้ำแห่งแม่น้ำไนล์ สายน้ำไหลเอื่อยสะท้อนประกายทองอ่อนๆ ลมอ่อนพัดผ่านกลุ่มต้นกกที่เอนตามแรงลม เงาของนกน้ำบินข้ามผิวน้ำเป็นระยะ เสียงแมลงร้องดังแว่วเหมือนบทเพลงแห่งรุ่งอรุณ


Rhodopis นั่งอยู่ริมแม่น้ำ มือของเธอจุ่มลงในสายน้ำเย็นพลางตักมันขึ้นลูบไล้ใบหน้า ละอองน้ำหยดลงบนไหล่ที่เปียกหมาดจากอากาศอุ่น เธอวางรองเท้าแตะคู่โปรดของเธอไว้ใกล้ตัว รองเท้าคู่นั้นทำจากหนังสีอ่อน ประดับด้วยลวดลายที่แกะสลักด้วยมืออย่างประณีต สำหรับคนอื่น มันอาจดูเป็นเพียงสิ่งของธรรมดา แต่สำหรับเธอ มันคือสิ่งเดียวที่หลงเหลือจากมารดา


“สักวัน...” เธอพึมพำกับตัวเอง ดวงตามองไปยังเส้นขอบฟ้าระยิบระยับ เธอฝันถึงการเดินทางออกจากเมืองนี้ เมืองที่ผูกมัดเธอไว้ด้วยข้อจำกัดของชีวิต เธอต้องการอิสรภาพ ต้องการโอกาสที่จะสร้างตัวตนในโลกกว้าง


ทันใดนั้น เสียงปีกกระพือดังขึ้นจากด้านบน เธอเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเพียงเงาทะมึนของสิ่งมีชีวิตที่บินโฉบลงมาด้วยความเร็วเกินกว่าจะทันตั้งตัว


“อ๊ะ!” เธอสะดุ้งเมื่อมันคว้ารองเท้าหนึ่งข้างไปจากข้างตัว เธอจ้องมองด้วยความตกใจ ปากอ้าค้างราวกับไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง


นกอินทรีตัวนั้นบินวนเหนือเธอ สยายปีกกว้างท้าทายสายลม ก่อนจะบินสูงขึ้นไปในท้องฟ้า รองเท้าคู่โปรดของเธอห้อยอยู่ในกรงเล็บของมัน


“เจ้าเอาสิ่งเดียวที่ฉันเหลือไว้ไปไม่ได้!” เสียงตะโกนของเธอดังสะท้อนไปทั่วลุ่มน้ำ น้ำเสียงของเธอสั่นเครือระหว่างความโกรธและความสิ้นหวัง เธอรีบวิ่งไปตามริมฝั่งแม่น้ำ จ้องมองร่างของนกที่ลอยหายไปในขอบฟ้า แต่กลับได้ยินเพียงเสียงลมร้อนที่พัดผ่านใบไม้

รองเท้าแตะหายไป ราวกับถูกโชคชะตาช่วงชิง


เธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น สายตามองตามนกอินทรีที่ลับสายตาไป ความว่างเปล่าค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ รองเท้าคู่นี้ไม่ใช่แค่สิ่งของ... มันคือสิ่งเดียวที่ผูกเธอไว้กับความทรงจำและความหวัง มันคือส่วนหนึ่งของชีวิตที่เธอพยายามรักษาไว้ไม่ให้หลุดลอย


แต่ตอนนี้มันหายไปแล้ว และเธอรู้ดีว่าการสูญเสียครั้งนี้อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอไปตลอดกาล


—

บทที่ 2
ดินแดนแห่งการเปลี่ยนแปลง

Rhodopis ยังคงยืนนิ่งริมแม่น้ำไนล์ ลมหายใจเธอหนักหน่วงจากการไล่ตามที่ไร้จุดหมาย ดวงตาของเธอยังคงจ้องมองท้องฟ้าที่นกอินทรีลับสายตาไป ราวกับว่ามันกำลังนำพาบางสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเธอไปสู่ที่แห่งหนึ่ง ที่ที่เธอไม่มีวันเข้าถึง

“ทำไมต้องเป็นฉัน...” เธอพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงสั่นสะท้าน เธอก้มลงมองรองเท้าอีกข้างที่ยังเหลืออยู่ในมือ รองเท้าที่ไร้คู่เหมือนเธอในตอนนี้

แม้เธออยากจะกลับไปที่ตลาดของ Naucratis เพื่อทำงานประจำวัน แต่หัวใจของเธอกลับปฏิเสธ เธอไม่สามารถปล่อยให้รองเท้าคู่นั้นจากไปได้ รองเท้าคู่นั้นคือสิ่งเดียวที่ผูกเธอไว้กับอดีตและความฝัน เธอตัดสินใจทำสิ่งที่เธอไม่เคยคิดว่าจะทำ—เธอจะตามหารองเท้าของเธอกลับคืนมา


ดวงอาทิตย์เคลื่อนสูงขึ้น เธอเดินตามริมแม่น้ำไนล์ มองหาสัญญาณของนกอินทรี แม้จะไม่มีร่องรอย เธอก็ยังคงเดินต่อไป หวังว่ามันจะพาเธอไปยังที่ใดที่หนึ่ง

ไม่นานเธอเดินมาถึงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ผู้คนกำลังยุ่งอยู่กับการทำงานในทุ่งนาและตลาด ร่างผอมบางของเธอในเสื้อคลุมธรรมดาดึงดูดสายตาของพวกชาวบ้านที่มองเธอด้วยความสงสัย

"เจ้ากำลังมองหาอะไรหรือ เด็กสาว?" หญิงชราคนหนึ่งถาม น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความสงสัย

"ข้า...ข้ากำลังตามหานกอินทรีตัวใหญ่ มันเอารองเท้าของข้าไป" Rhodopis ตอบอย่างลังเล ความรู้สึกอายที่ถูกมองว่าแปลกประหลาดซ่อนอยู่ในน้ำเสียง

หญิงชราหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะชี้ไปทางทิศเหนือ "มีเพียงฟากฟ้าเท่านั้นที่รู้ว่านกอินทรีตัวนั้นไปที่ใด แต่ถ้าเจ้าต้องการคำตอบ ลองไปที่วิหารของเทพฮอรัสดูสิ ที่นั่นอาจมีคำตอบสำหรับเจ้า"


คำพูดของหญิงชราเหมือนจุดประกายความหวัง เธอไม่รู้ว่าวิหารแห่งฮอรัสจะช่วยเธอได้จริงหรือไม่ แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น วิหารนั้นตั้งอยู่ไม่ไกลนัก แต่ทางไปกลับเต็มไปด้วยความร้อนของทะเลทรายและผืนทรายที่ทอดยาว

ระหว่างทาง เธอพบกับกลุ่มพ่อค้าที่กำลังเดินทางไปยังเมืองเมมฟิส พวกเขาเสนอให้เธอร่วมเดินทางไปด้วยกัน เธอรับข้อเสนอนั้นด้วยความลังเล แต่เมื่อได้ยินว่าพวกเขาจะผ่านวิหารแห่งฮอรัส เธอจึงตัดสินใจเดินทางไปกับพวกเขา

“เด็กสาว เจ้าเดินทางมาคนเดียวหรือ?” หนึ่งในพ่อค้าถาม ดวงตาเขาเต็มไปด้วยความสงสัย

“ข้ามาตามหาสิ่งที่สำคัญ” เธอตอบเรียบง่าย ไม่อยากอธิบายอะไรมากนัก


เมื่อเธอมาถึงวิหารแห่งฮอรัส มันตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลทราย ราวกับเป็นศูนย์รวมแห่งความศรัทธาและความลึกลับ เธอเดินผ่านเสาหินสูงที่แกะสลักเป็นรูปเทพฮอรัส นกเหยี่ยวผู้ทรงพลัง

ในวิหาร เธอพบกับนักบวชคนหนึ่งที่สวมเสื้อคลุมสีขาว เขามองเธอด้วยสายตาที่ราวกับรู้เรื่องราวในใจเธอ

"เจ้ามาที่นี่เพื่อถามหาบางสิ่งใช่หรือไม่?" เขาพูดด้วยเสียงที่สงบนิ่ง

Rhodopis กลืนน้ำลาย เธอพยักหน้า “นกอินทรีตัวหนึ่งเอาสิ่งสำคัญไปจากข้า... ข้าต้องการมันคืน”

นักบวชมองเธออย่างพิจารณา ก่อนจะเอ่ยว่า “นกอินทรีนั้นไม่ใช่สัตว์ธรรมดา มันเป็นผู้ส่งสารของเทพเจ้า สิ่งที่มันเอาไปจากเจ้าจะนำพาเจ้าไปสู่ชะตากรรมที่ยิ่งใหญ่”

คำพูดนั้นทำให้เธอสะดุ้ง ชะตากรรมที่ยิ่งใหญ่? เธอไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร

"เดินทางไปยังเมืองเมมฟิส เจ้าจะพบคำตอบที่นั่น" นักบวชกล่าว และชี้ไปทางทิศใต้

Rhodopis กำมือแน่น รองเท้าที่เหลือเพียงข้างเดียวอยู่ในมือเธอ "ข้าจะไป...ข้าจะตามหามันจนพบ"


---

เมื่อเธอออกจากวิหาร ความรู้สึกในใจเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป รองเท้าที่ถูกขโมยไปไม่ใช่แค่สิ่งของอีกต่อไป มันกลายเป็นกุญแจสู่อนาคตของเธอ และการเดินทางนี้จะนำพาเธอไปพบสิ่งที่เธอไม่เคยคาดคิด

ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เธอมองเห็นแสงไฟจากเมืองเมมฟิสที่อยู่ไกลออกไป นั่นคือจุดหมายต่อไปของเธอ... จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต

บทที่ 3
การพบพานและชะตากรรม

ค่ำคืนคลี่คลุมแผ่นดินอียิปต์ แสงดาวพราวระยับบนฟากฟ้า Rhodopis เดินทางมาถึงประตูเมือง เมมฟิส เมืองที่เต็มไปด้วยเสียงเพลง เสียงหัวเราะ และกลิ่นหอมของอาหารจากตลาดกลางเมือง แม้เมืองนี้จะมีความเจริญรุ่งเรืองและชีวิตชีวา แต่เธอกลับรู้สึกโดดเดี่ยว ท่ามกลางฝูงชน เธอยังคงจับรองเท้าอีกข้างที่เหลือไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ


ในขณะเดียวกัน ภายในพระราชวังของ กษัตริย์อาโมเซส เสียงกระซิบของข้าราชสำนักดังก้องไปทั่ว หญิงสาวหลายคนจากหลากชนชั้นเดินทางมายังพระราชวังด้วยความหวัง พวกเธอได้ยินข่าวลือว่า กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่กำลังตามหาเจ้าของรองเท้าสีอ่อนคู่หนึ่งที่ถูกส่งมาจากฟากฟ้าด้วยปีกของนกอินทรี

รองเท้าคู่นั้นถูกวางไว้บนแท่นทองคำกลางห้องโถงใหญ่ของพระราชวัง ความงดงามและความประณีตของมันทำให้ผู้คนต่างตกตะลึง แต่สำหรับกษัตริย์อาโมเซส รองเท้าคู่นี้กลับไม่ใช่แค่สิ่งของธรรมดา มันดึงดูดเขาด้วยความลึกลับที่เขาไม่อาจอธิบายได้

“เจ้าของรองเท้านี้ต้องไม่ธรรมดา” อาโมเซสพึมพำขณะจ้องมองมัน เขารู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่แปลกประหลาดในใจ ความรู้สึกที่เขาไม่เคยมีต่อสตรีคนใดมาก่อน


เมื่อ Rhodopis เดินเข้าสู่ตลาดกลางเมือง เธอได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับรองเท้าที่ถูกส่งมาถึงกษัตริย์ เธอหยุดฟังพ่อค้าแม่ค้าเล่าเรื่องราวด้วยความตื่นเต้น

“รองเท้าที่สวยงามที่สุดในอียิปต์! มันตกลงบนตักของกษัตริย์! เจ้าของรองเท้าคู่นั้นจะต้องได้เป็นราชินีแน่ๆ” หญิงชราคนหนึ่งกล่าวขณะนั่งทอผ้า

หัวใจของ Rhodopis เต้นแรง เธอรู้ทันทีว่ารองเท้าที่พวกเขาพูดถึงต้องเป็นของเธอ! แต่ความคิดที่ว่ามันอยู่ในพระราชวังของกษัตริย์ทำให้เธอรู้สึกทั้งตื่นเต้นและกังวล ข้าจะเข้าไปที่นั่นได้อย่างไร?

เธอใช้เวลาทั้งวันเดินไปรอบๆ เมือง สอบถามชาวเมืองเกี่ยวกับทางเข้าพระราชวัง แต่ไม่มีใครเชื่อว่าเด็กสาวธรรมดาอย่างเธอจะเป็นเจ้าของรองเท้าคู่นั้น พวกเขาหัวเราะเยาะและไล่เธอไป


ในขณะที่เธอนั่งหมดแรงอยู่ริมถนน หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเธอ หญิงคนนั้นชื่อ เนเฟอร์ เป็นนางกำนัลในพระราชวัง เธอสังเกตเห็น Rhodopis และรองเท้าที่เธอถือไว้ในมือ

“เจ้า...เป็นอะไรกับรองเท้านั่น?” เนเฟอร์ถามด้วยความสงสัย

Rhodopis เงยหน้าขึ้นมองและเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง เนเฟอร์มองเธอด้วยแววตาใคร่ครวญ ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย “บางทีข้าอาจช่วยเจ้าได้”


คืนนั้น เนเฟอร์พา Rhodopis เข้าไปในพระราชวังโดยปลอมตัวเป็นหนึ่งในนางกำนัล เธอพา Rhodopis ไปยังห้องโถงใหญ่ที่มีรองเท้าข้างหนึ่งวางอยู่บนแท่น Rhodopis มองมันด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งดีใจและเศร้าในเวลาเดียวกัน

“ข้าไม่รู้ว่ากษัตริย์จะเชื่อหรือไม่ แต่เจ้าไม่มีทางเลือกนอกจากแสดงความจริง” เนเฟอร์กระซิบ

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้น กษัตริย์อาโมเซสเดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่ ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองไปยัง Rhodopis ที่ยืนนิ่งอยู่ตรงกลางห้อง เธอก้มหน้าลงด้วยความประหม่า

“เจ้าเป็นใคร?” อาโมเซสถาม น้ำเสียงของเขาเข้มงวดแต่ไม่ไร้เมตตา

Rhodopis สูดลมหายใจลึก ก่อนจะยื่นรองเท้าอีกข้างที่เธอถืออยู่ในมือให้ดู “ข้า...ข้าคือเจ้าของรองเท้านี้”

ห้องทั้งห้องเงียบสงัด ทุกสายตาจับจ้องไปที่เธอ

กษัตริย์มองรองเท้าทั้งสองข้างที่ตอนนี้กลับมาคู่กันอีกครั้ง ดวงตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยจากความสงสัยเป็นความสนใจ “เล่ามา...ว่าเจ้ามีรองเท้าคู่นี้ได้อย่างไร”


---

ในขณะที่ Rhodopis เริ่มเล่าเรื่องราวของเธอ ความจริงเกี่ยวกับรองเท้าคู่โปรด ความฝัน และการเดินทางของเธอเริ่มเผยออกมา น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความจริงใจและความเด็ดเดี่ยว แม้เธอจะเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดา แต่คำพูดของเธอกลับสะกดทุกคนในห้อง

กษัตริย์อาโมเซสมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกแปลกประหลาดในใจนี้คืออะไร แต่เขาแน่ใจว่าการพบกับเธอในคืนนี้จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

บทที่ 4
พิสูจน์ชะตากรรม

เสียงในห้องโถงใหญ่เงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจ Rhodopis เงยหน้าขึ้นช้าๆ พบกับสายตาคมกริบของกษัตริย์อาโมเซสที่จับจ้องมาที่เธอเหมือนกำลังพิจารณาบางอย่าง ดวงตาสีนิลของเขาเปล่งประกายคล้ายซ่อนคำถามมากมาย ขณะที่ Rhodopis รวบรวมความกล้าหาญ เธอกำรองเท้าข้างที่เหลือแน่นในมือ

“เล่ามาเถิด เจ้าได้รองเท้าคู่นี้มาอย่างไร” กษัตริย์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่กลับแฝงด้วยอำนาจที่ยากจะต้านทาน

Rhodopis สูดลมหายใจลึก ก่อนจะเล่าเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่วันที่นกอินทรีคว้ารองเท้าของเธอไปจนถึงการเดินทางอันยากลำบากที่พาเธอมาถึงพระราชวัง ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความจริงใจและความเศร้าจางๆ

“รองเท้าคู่นี้...มันเป็นสิ่งเดียวที่ข้ามีจากแม่ผู้ล่วงลับ มันเป็นเหมือนความหวังและกำลังใจของข้า ข้าจึงไม่อาจปล่อยให้มันหายไปได้” Rhodopis กล่าว น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย

บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความเงียบ ทุกสายตาจับจ้องเธออย่างตั้งใจ แม้แต่กษัตริย์อาโมเซสที่ปกติจะสงบเยือกเย็น ยังแสดงออกถึงความสนใจในตัวหญิงสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้า


กษัตริย์หันไปมองข้าราชบริพารที่ยืนอยู่รอบห้อง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “นำรองเท้าข้างนั้นมา”

ข้าราชบริพารคนหนึ่งก้าวไปหยิบรองเท้าข้างที่อยู่บนแท่นทองคำและนำมาวางต่อหน้า Rhodopis เธอวางรองเท้าข้างที่เธอถืออยู่ลงข้างๆ พวกมันพอดีกันราวกับถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกันและกัน

เสียงซุบซิบดังขึ้นในห้องโถง ทุกคนต่างตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น บางคนยังคงสงสัยว่าหญิงสาวธรรมดาผู้นี้เป็นเจ้าของรองเท้าที่งดงามและประณีตถึงเพียงนี้ได้อย่างไร

“แม้รองเท้าจะเข้าคู่กัน แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือความจริงใจ” กษัตริย์กล่าว ดวงตาของเขายังคงจับจ้องที่ Rhodopis

“ข้าไม่มีอะไรจะพิสูจน์ นอกจากเรื่องราวที่ข้าเล่า” Rhodopis ตอบ น้ำเสียงมั่นคง เธอรู้ว่าชะตากรรมของเธอขึ้นอยู่กับความเชื่อของกษัตริย์ในตัวเธอ


กษัตริย์อาโมเซสเดินเข้ามาใกล้ Rhodopis ดวงตาของเขาจับจ้องเข้าไปในดวงตาของเธอ ราวกับพยายามมองลึกลงไปในจิตใจของเธอ เขาเห็นบางสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้—ความบริสุทธิ์ ความกล้าหาญ และความมุ่งมั่นที่ไม่มีใครในราชสำนักมี

“เจ้าคือหญิงสาวที่ฟ้ากำหนดไว้” กษัตริย์เอ่ย น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงเล็กน้อย

เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วห้องโถง ข้าราชบริพารบางคนแสดงความไม่พอใจ ขณะที่บางคนเริ่มกระซิบถึงความลึกลับของชะตากรรมที่นำพา Rhodopis มายังพระราชวัง

“แต่ฝ่าบาท...” ข้าราชบริพารคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความลังเล “เธอเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดา ไม่น่าจะเหมาะสมกับพระองค์...”

กษัตริย์หันมามองด้วยสายตาเย็นชา “ข้าไม่ได้ตัดสินคนจากยศถาบรรดาศักดิ์ แต่จากหัวใจของพวกเขา และหัวใจของนางสะท้อนถึงความกล้าหาญและความจริงใจที่ข้าตามหา”

Rhodopis รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านในหัวใจ เธอไม่เคยคาดคิดว่าชะตากรรมจะพาเธอมาถึงจุดนี้


--- 

ในคืนนั้น กษัตริย์อาโมเซสประกาศว่า Rhodopis คือผู้ที่เขาเลือก เธอไม่ได้ถูกเลือกเพราะความงามของรองเท้า แต่มันเป็นเพราะจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ของเธอ

Rhodopis ที่เคยเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดากลายเป็นจุดสนใจของทุกคนในพระราชวัง เธอรู้ว่าการเดินทางของเธอยังไม่สิ้นสุด และเธอจะต้องเผชิญกับอุปสรรคอีกมากมาย แต่เธอพร้อมที่จะเผชิญทุกสิ่งด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง

ในขณะที่แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในห้องโถง กษัตริย์อาโมเซสมองรองเท้าคู่นั้นอีกครั้ง เขารู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่แค่สิ่งของ แต่เป็นสัญลักษณ์ของชะตากรรมที่นำพาเขาและ Rhodopis มาพบกัน

Rhodopis เองก็เงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ เธอรู้ดีว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในชีวิตของเธอ—บทที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ความท้าทาย และความรักที่รอคอยเธออยู่

บทที่ 5
เงาแห่งความริษยา

หลังจากกษัตริย์อาโมเซสประกาศว่า Rhodopis คือผู้ที่เขาเลือก เสียงของราชสำนักที่เต็มไปด้วยความยินดีและความไม่พอใจยังคงสะท้อนอยู่ในมุมต่างๆ ของพระราชวัง บางคนชื่นชมในความกล้าหาญของกษัตริย์ที่เลือกหญิงสาวจากจิตใจมากกว่าสถานะ แต่บางคนกลับมองว่า Rhodopis เป็นคนนอกที่ไม่สมควรได้รับเกียรตินี้


“หญิงสาวที่ไม่มีชาติตระกูลหรือความสามารถอะไร เธอเป็นใครกันถึงได้กลายเป็นคนที่กษัตริย์เลือก?” เสียงกระซิบจากกลุ่มนางในดังขึ้นในห้องโถงเล็กที่ใช้พักผ่อน

“ข้าว่าเธอคงใช้เล่ห์กลบางอย่างแน่ๆ” อีกคนเสริมด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

Rhodopis รู้ดีว่าเธอถูกจับตามอง เธอสัมผัสได้ถึงสายตาอันเย็นชาและคำพูดลับหลังที่เหมือนเข็มแหลมแทงลงในหัวใจ แต่เธอกลับไม่ตอบโต้อะไร เธอเลือกที่จะสงบนิ่งและปล่อยให้การกระทำของเธอพิสูจน์ตัวเอง


ในคืนหนึ่ง ระหว่างที่ Rhodopis เดินเล่นในสวนของพระราชวัง เธอพบกับหญิงสาวผู้หนึ่งที่ยืนรออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ หญิงสาวผู้นั้นคือ ทาเลีย ธิดาของขุนนางผู้มีอิทธิพลในราชสำนัก ทาเลียเป็นหญิงที่งดงามและชาญฉลาด แต่จิตใจของเธอกลับเต็มไปด้วยความริษยา

“เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการได้ครอบครองรองเท้าคู่นั้นจะทำให้เจ้าเหมาะสมกับตำแหน่งนี้?” ทาเลียเอ่ย น้ำเสียงของเธอแหลมคม

Rhodopis หันมามองทาเลียด้วยสายตานิ่งสงบ “ข้าไม่ได้คิดว่าตำแหน่งนี้เป็นของข้า แต่ข้ารู้ว่าข้ามาอยู่ที่นี่ด้วยชะตากรรม”

“ชะตากรรม? หรือแค่โชคดี?” ทาเลียเย้ยหยัน “เจ้าไม่มีอะไรเลย ไม่มีครอบครัว ไม่มีอำนาจ ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เจ้าคู่ควรกับกษัตริย์”

Rhodopis ยืนนิ่งและตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย “ข้าอาจไม่มีสิ่งที่เจ้ากล่าวมา แต่ข้ามีหัวใจที่ซื่อสัตย์ต่อความจริง และข้าเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด”

คำตอบของเธอทำให้ทาเลียโกรธจัด แต่แทนที่จะโต้กลับ ทาเลียกลับเก็บความโกรธนั้นไว้ในใจ เธอตัดสินใจว่าถ้า Rhodopis ยังคงอยู่ในพระราชวัง เธอจะต้องหาทางกำจัดหญิงสาวคนนี้ออกไป


ในขณะเดียวกัน Rhodopis ได้พบกับผู้ช่วยคนสำคัญอีกคนในราชสำนัก เขาคือ เมห์ริ องครักษ์หนุ่มผู้ซื่อสัตย์ของกษัตริย์ เมห์ริสังเกตเห็นว่าหญิงสาวถูกกลั่นแกล้งและถูกมองด้วยความไม่เป็นมิตรจากคนในวัง

“เจ้ารู้ใช่ไหมว่าการอยู่ที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย?” เมห์ริถามขณะเดินเคียงข้างเธอในสวน

“ข้ารู้” Rhodopis ตอบ “แต่ข้าไม่อาจถอยกลับไปได้ ข้าจะไม่ปล่อยให้ความฝันและความหวังที่ข้าพามาถึงที่นี่ต้องสูญเปล่า”

เมห์ริยิ้มบางๆ “เจ้ามีความกล้าหาญมากกว่าที่ข้าเคยพบ ข้าจะคอยอยู่เคียงข้างเจ้า”

คำพูดของเมห์ริทำให้ Rhodopis รู้สึกมีกำลังใจ แม้จะมีศัตรูในเงามืด แต่เธอก็เริ่มเห็นว่ามีคนที่พร้อมจะยืนเคียงข้างเธอ


ในห้องส่วนตัวของเธอ ทาเลียเริ่มวางแผนที่จะทำให้ Rhodopis เสื่อมเสียชื่อเสียง เธอรวบรวมกลุ่มคนที่ไม่พอใจกับการตัดสินใจของกษัตริย์และสร้างข่าวลือเกี่ยวกับ Rhodopis

“เราจะทำให้ทุกคนในราชสำนักเห็นว่าเธอไม่คู่ควรกับตำแหน่งนี้” ทาเลียกล่าว น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

เธอเริ่มสร้างสถานการณ์ต่างๆ ที่ทำให้ Rhodopis ดูเหมือนทำผิด ไม่ว่าจะเป็นการทำให้เธอถูกกล่าวหาว่าทำของสำคัญในวังหาย หรือการทำให้เธอดูเหมือนไม่เคารพกฎระเบียบของราชสำนัก


--- 

แม้จะเผชิญกับแผนการร้ายของทาเลียและเสียงซุบซิบนินทา แต่ Rhodopis ยังคงยืนหยัดด้วยความมั่นคง เธอพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำหน้าที่ในราชสำนักอย่างเต็มที่ และได้รับการสนับสนุนจากเมห์ริและเนเฟอร์

แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้ว่าศัตรูในเงามืดยังคงรอคอยโอกาสที่จะโค่นล้มเธอ การเดินทางของเธอในฐานะสตรีที่ถูกเลือกจากชะตากรรมยังคงเต็มไปด้วยอุปสรรคที่เธอต้องฟันฝ่า

แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างพระราชวัง Rhodopis ยืนมองออกไปยังฟ้ากว้าง เธอสาบานกับตัวเองว่าเธอจะต่อสู้เพื่อความจริงและความฝันของเธอ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้

บทที่ 6
ความจริงเปิดเผย

สายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงเริ่มพัดผ่านพระราชวังแห่งเมมฟิส เสียงซุบซิบเกี่ยวกับ Rhodopis ยังคงแพร่กระจายไปทั่ว ทั้งในหมู่นางในและเหล่าขุนนาง ทว่า ความมุ่งมั่นของ Rhodopis ไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย เธอเฝ้าทำหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด แม้จะไม่มีตำแหน่งแน่ชัดในราชสำนัก

แต่แผนการของทาเลียก็เริ่มเข้าสู่จุดสำคัญ ขณะที่ Rhodopis ต้องเผชิญกับอุปสรรคใหม่ที่ดูเหมือนจะท้าทายทุกสิ่งที่เธอมี


วันหนึ่ง ในระหว่างที่ Rhodopis กำลังดูแลสวนสมุนไพรของพระราชวัง ซึ่งเธอได้รับมอบหมายให้ดูแลเพื่อแสดงความตั้งใจ ทาเลียได้สั่งให้นางในผู้หนึ่งแอบขโมยเครื่องประดับสำคัญของกษัตริย์และซ่อนมันไว้ในพื้นที่ที่ Rhodopis ดูแล

เมื่อข่าวการหายไปของเครื่องประดับล้ำค่านั้นแพร่กระจายไปทั่ว ทาเลียก็รีบเสนอให้ตรวจสอบทุกพื้นที่ในพระราชวัง ขุนนางหลายคนเห็นด้วย และเมื่อพวกเขาพบเครื่องประดับที่ซ่อนอยู่ในสวนสมุนไพร ทุกสายตาก็หันมาจับจ้อง Rhodopis

“เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวหรือไม่?” ขุนนางคนหนึ่งถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง

Rhodopis ยืนนิ่ง เธอรู้ดีว่าไม่มีทางที่เธอจะทำเรื่องเช่นนี้ แต่ในเมื่อหลักฐานปรากฏอยู่ตรงหน้า เธอจะทำเช่นไรได้

“ข้าไม่เคยแตะต้องเครื่องประดับนี้ และข้าไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องขโมยมัน” Rhodopis กล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง

แต่คำพูดของเธอกลับถูกมองว่าเป็นข้อแก้ตัว ผู้คนเริ่มพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียด และทาเลียที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็แสร้งทำเป็นตกใจ

“น่าเสียดายที่เจ้ามีโอกาสพิสูจน์ตัวเอง แต่กลับเลือกที่จะทำลายความไว้ใจของทุกคน” ทาเลียกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย แต่แววตาของเธอเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน


เมื่อข่าวไปถึงกษัตริย์อาโมเซส พระองค์เรียกทุกคนมายังห้องโถงใหญ่เพื่อสอบสวนเรื่องนี้ด้วยพระองค์เอง Rhodopis ถูกนำตัวมายังห้องโถงพร้อมกับเครื่องประดับที่ถูกพบ

“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้ทำ” กษัตริย์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของพระองค์สงบนิ่ง “แต่ข้าต้องการให้ความจริงปรากฏเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเจ้า”

Rhodopis เงยหน้ามองกษัตริย์ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง “ขอบพระทัยฝ่าบาท ข้าพร้อมที่จะพิสูจน์ตัวเอง”

กษัตริย์อาโมเซสจึงสั่งให้ตรวจสอบเหตุการณ์โดยละเอียด และให้เหล่าข้าราชบริพารทุกคนถูกสอบปากคำ ขณะที่ Rhodopis ถูกกักตัวไว้ชั่วคราวในที่พักของเธอ


เมห์ริ องครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ ร่วมกับเนเฟอร์ นางในที่สนับสนุน Rhodopis ได้สืบหาความจริงอย่างไม่ลดละ เมห์ริสังเกตเห็นว่าทาเลียดูมีท่าทีแปลกไปตั้งแต่เครื่องประดับถูกพบในสวนสมุนไพร

เมื่อสืบสวนเพิ่มเติม เมห์ริพบว่าทาเลียได้สั่งให้นางในผู้หนึ่งทำสิ่งที่ดูน่าสงสัยในคืนก่อนหน้าที่เครื่องประดับจะถูกพบ เขาและเนเฟอร์รวบรวมหลักฐานและพยานที่เกี่ยวข้อง

ในที่สุด เมห์ริได้นำหลักฐานทั้งหมดมาเสนอแก่กษัตริย์อาโมเซส ในการประชุมพิเศษของราชสำนัก

“ฝ่าบาท ความจริงได้ปรากฏแล้ว” เมห์ริกล่าวก่อนที่จะนำพยานและหลักฐานทั้งหมดมาชี้แจง

ทาเลียพยายามปฏิเสธและกล่าวหาว่าเมห์ริสร้างเรื่อง แต่หลักฐานกลับชี้ชัดถึงแผนการของเธอ ทุกคนในราชสำนักตกตะลึงเมื่อรู้ความจริง

“ทาเลีย เจ้าคือผู้ที่ทรยศต่อความไว้วางใจของราชสำนักและพยายามทำลายชื่อเสียงของ Rhodopis” กษัตริย์กล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น


เมื่อความจริงปรากฏ Rhodopis ได้รับการขอโทษจากหลายคนในราชสำนัก แม้กระทั่งผู้ที่เคยดูถูกเธอ ทาเลียถูกเนรเทศออกจากพระราชวัง และข่าวลือเกี่ยวกับ Rhodopis ก็ถูกยุติลง

กษัตริย์อาโมเซสเรียก Rhodopis มาพบในสวนส่วนตัวของพระองค์

“ข้ารู้ว่าเจ้าต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมาย และข้าขอโทษที่ไม่สามารถปกป้องเจ้าได้อย่างที่ควร” กษัตริย์กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ

“ฝ่าบาทไม่จำเป็นต้องขอโทษ ข้าเพียงรู้สึกซาบซึ้งที่ฝ่าบาทเชื่อมั่นในตัวข้า” Rhodopis ตอบ น้ำเสียงของเธอแฝงด้วยความอ่อนโยน

กษัตริย์ยิ้มและกล่าวว่า “เจ้าคือหญิงสาวที่มีหัวใจแข็งแกร่งและงดงามที่สุด ข้าไม่เคยสงสัยในตัวเจ้า”


--- 

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ Rhodopis ได้รับการยอมรับจากคนในราชสำนักมากขึ้น แม้จะยังมีบางคนที่อิจฉาเธออยู่ แต่ความจริงใจและความพยายามของเธอก็เริ่มสัมผัสหัวใจของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ

Rhodopis รู้ว่าการเดินทางของเธอยังไม่จบ เธอยังคงต้องพิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้ที่ชะตากรรมได้เลือก และในขณะเดียวกัน เธอก็เริ่มค้นพบความรักและความไว้วางใจที่แท้จริงในพระราชวังแห่งนี้

แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดผ่านสวนสวยของพระราชวัง เธอยืนอยู่ท่ามกลางดอกไม้ที่ผลิบาน พร้อมกับหัวใจที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

บทที่ 7
การทดสอบของหัวใจ

หลังจากผ่านพ้นมรสุมแห่งความริษยาและความเท็จ ชีวิตของ Rhodopis ในราชสำนักเริ่มสงบสุขขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เส้นทางของเธอก็ไม่ได้ปราศจากบททดสอบใหม่ ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับกษัตริย์อาโมเซสเริ่มเบ่งบานดุจดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ ทว่า ความรักที่พวกเขามีต่อกันกลับถูกทดสอบด้วยเงื่อนไขของหน้าที่และความคาดหวังจากผู้คน


วันหนึ่ง ในที่ประชุมสภาขุนนาง เสียงเรียกร้องให้กษัตริย์อาโมเซสเลือกพระราชินีที่เหมาะสมตามธรรมเนียมโบราณดังกึกก้องไปทั่วห้องโถง

“ฝ่าบาท แม้ Rhodopis จะพิสูจน์ตัวเองในหลายๆ ด้าน แต่เธอก็ยังไม่มีชาติตระกูลหรือสายสัมพันธ์ทางการเมืองที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ราชวงศ์” ขุนนางผู้หนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“หากฝ่าบาทต้องการทำให้ราชวงศ์เข้มแข็ง การอภิเษกสมรสกับสตรีจากตระกูลขุนนางสำคัญน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม” อีกคนเสริม

คำพูดเหล่านั้นทำให้กษัตริย์อาโมเซสนิ่งเงียบ พระองค์ไม่อาจเพิกเฉยต่อเสียงเรียกร้องจากสภา แต่ในหัวใจของพระองค์ ความรักที่มีต่อ Rhodopis ไม่ได้ลดน้อยลง

หลังการประชุม กษัตริย์อาโมเซสเรียก Rhodopis มาพบในสวนส่วนตัว พระองค์เล่าให้เธอฟังถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ประชุม

“เจ้ารู้ไหมว่าข้าพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเจ้า แต่หน้าที่ของข้าก็สำคัญไม่แพ้กัน” กษัตริย์กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย

Rhodopis มองพระองค์ด้วยความเข้าใจ “ข้ารู้ว่าการเป็นกษัตริย์ไม่ใช่เรื่องง่าย และข้าไม่อยากเป็นเหตุผลที่ทำให้ฝ่าบาทต้องเผชิญกับความลำบาก”

“แต่ข้าไม่ต้องการสูญเสียเจ้า” กษัตริย์กล่าวพร้อมจับมือเธอแน่น

“ข้าก็ไม่ต้องการสูญเสียฝ่าบาทเช่นกัน” Rhodopis ตอบ แต่ในดวงตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความกังวล


ในคืนนั้น Rhodopis ตัดสินใจทำบางสิ่งที่กล้าหาญ เธอขออนุญาตกษัตริย์อาโมเซสให้เธอเดินทางไปยังหมู่บ้าน Naucratis บ้านเกิดของเธออีกครั้ง เพื่อค้นหาคำตอบในใจของเธอ

“บางทีการกลับไปยังที่ที่ข้าเริ่มต้น อาจช่วยให้ข้ารู้ว่าข้าควรทำอย่างไร” Rhodopis กล่าว

แม้จะไม่อยากให้เธอไป แต่กษัตริย์ก็เคารพการตัดสินใจของเธอ

Rhodopis ออกเดินทางพร้อมกับเมห์ริที่อาสาปกป้องเธอตลอดการเดินทาง


เมื่อ Rhodopis กลับมาถึง Naucratis เธอพบว่าหมู่บ้านไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ชาวบ้านที่เคยรู้จักเธอยังคงจำเธอได้ แต่สายตาที่มองเธอกลับเต็มไปด้วยความสงสัย

“เจ้าเป็นหญิงสาวที่ได้รับเลือกจากกษัตริย์จริงๆ หรือ?” ชาวบ้านคนหนึ่งถาม

“ข้าไม่เคยคิดว่าข้าจะเป็นคนพิเศษเช่นนั้น” Rhodopis ตอบด้วยความถ่อมตน

ในช่วงเวลาที่เธอใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้าน Rhodopis ได้เรียนรู้ว่าผู้คนต่างมองหาความหวังในตัวเธอ บางคนเห็นเธอเป็นตัวแทนของโอกาสที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ขณะที่บางคนกลับมองว่าเธอเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาที่โชคดี

แต่ในท่ามกลางเสียงเหล่านั้น Rhodopis ก็ได้ค้นพบความเข้มแข็งในตัวเอง เธอเริ่มเข้าใจว่าความรักที่แท้จริงไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานะ แต่เป็นเรื่องของหัวใจ


เมื่อ Rhodopis กลับมาถึงพระราชวัง เธอรู้ว่ากษัตริย์อาโมเซสกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากสภาขุนนาง พระองค์ถูกบังคับให้ต้องเลือกพระราชินีภายในหนึ่งเดือน

Rhodopis พบกับกษัตริย์ในค่ำคืนหนึ่งที่ลานพระจันทร์ เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ฝ่าบาท ข้ารู้ว่าหน้าที่ของท่านสำคัญมาก และข้าจะไม่ยอมให้ความรักของเรากลายเป็นอุปสรรค”

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” กษัตริย์ถาม

“ข้าจะต่อสู้เพื่อพิสูจน์ว่าเราสามารถอยู่ด้วยกันได้โดยไม่ทำลายสิ่งใด ข้าจะทำให้ทุกคนเห็นว่าความรักของเรามีค่าพอที่จะยืนหยัด”

คำพูดของ Rhodopis ทำให้กษัตริย์รู้สึกประทับใจและยิ่งรักเธอมากขึ้น พระองค์สัญญาว่าจะสนับสนุนเธอในทุกทาง


--- 

Rhodopis ยืนอยู่หน้าพระราชวัง เธอมองดูดาวบนท้องฟ้าและคิดถึงการต่อสู้ที่รออยู่ข้างหน้า เธอรู้ว่าความรักของเธอไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงแค่หัวใจของสองคน แต่ยังเป็นเรื่องของการพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าเธอสมควรได้รับสิ่งนี้

ความมุ่งมั่นในดวงตาของ Rhodopis ส่องประกายอย่างชัดเจน แม้เธอจะไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร แต่เธอพร้อมจะเผชิญทุกสิ่งอย่างกล้าหาญและเต็มไปด้วยศรัทธาในตัวเอง

แสงจันทร์สะท้อนบนรองเท้าแตะคู่งามของเธอ ราวกับเป็นสัญลักษณ์ของความฝันที่ยังไม่สิ้นสุด

บทที่ 8
การต่อสู้เพื่อหัวใจและเกียรติยศ

วันเวลาในราชสำนักเต็มไปด้วยความกดดันมากยิ่งขึ้นเมื่อกำหนดเวลาสำหรับการเลือกพระราชินีของกษัตริย์อาโมเซสใกล้เข้ามา Rhodopis ตระหนักดีว่าหากเธอไม่ทำอะไรบางอย่างเพื่อพิสูจน์ตัวเอง คนในราชสำนักและสภาขุนนางอาจจะบีบให้กษัตริย์ต้องยอมจำนนต่อประเพณีเก่าแก่


Rhodopis ตัดสินใจแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของเธอ เธอไม่ได้พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนที่ราชสำนักต้องการ แต่เลือกที่จะใช้ความสามารถและจิตใจของเธอเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

เธอเริ่มต้นด้วยการทำงานร่วมกับชาววังที่มีตำแหน่งต่ำที่สุด ตั้งแต่คนทำสวนจนถึงนางในที่ถูกลืม เธอฟังปัญหาของพวกเขาและนำเสนอต่อกษัตริย์อาโมเซสเพื่อปรับปรุงชีวิตของพวกเขา กษัตริย์อาโมเซสทรงสนับสนุนเธอ และเมื่อเห็นผลที่เกิดขึ้น ผู้คนในราชสำนักบางส่วนเริ่มเปิดใจต่อเธอ


อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับ Rhodopis ได้โดยง่าย กลุ่มขุนนางบางกลุ่มยังคงมองว่าเธอเป็นภัยต่อสถานะของพวกเขา โดยเฉพาะท่านอูเซอร์ ขุนนางอาวุโสที่มีอิทธิพลในสภา เขาเชื่อว่าการที่หญิงสามัญชนเช่น Rhodopis จะก้าวขึ้นมาเป็นราชินีจะเป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์

“เจ้ากำลังพยายามเกินตัว เจ้าไม่รู้หรือว่าการเป็นราชินีต้องการมากกว่าความกล้าหาญและความตั้งใจ?” ท่านอูเซอร์กล่าวขณะเผชิญหน้ากับ Rhodopis ในลานกลางพระราชวัง

“ข้ารู้ดีว่าข้าไม่มีสายเลือดสูงส่งหรือความร่ำรวย แต่ข้าเชื่อว่าความซื่อสัตย์และหัวใจที่พร้อมจะรับใช้คือสิ่งที่สำคัญที่สุด” Rhodopis ตอบกลับด้วยความมั่นคง

คำพูดของเธอทำให้เหล่าขุนนางบางคนเริ่มฉุกคิด แต่ท่านอูเซอร์ยังคงไม่ยอมแพ้


ในที่สุด ท่านอูเซอร์เสนอให้กษัตริย์อาโมเซสจัดงานแข่งขันทักษะและปัญญาเพื่อคัดเลือกสตรีที่เหมาะสมที่สุดในการเป็นพระราชินี กษัตริย์ลังเล แต่เมื่อ Rhodopis ยอมรับความท้าทาย พระองค์ก็เห็นด้วย

“ข้าจะพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ว่าข้าจะมาจากที่ใด ข้าก็มีความสามารถพอที่จะยืนเคียงข้างกษัตริย์” Rhodopis กล่าวต่อหน้าสภาขุนนาง

การแข่งขันถูกจัดขึ้นในสามวันถัดมา โดยมีหญิงสาวจากตระกูลขุนนางเข้าร่วมหลายคน รวมถึง Rhodopis ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้ที่มีโอกาสน้อยที่สุด


การแข่งขันแบ่งออกเป็นสามส่วน: ความรู้, ความสามารถในการแก้ปัญหา, และความเมตตาต่อผู้คน


Rhodopis ใช้ประสบการณ์ในชีวิตของเธอในการตอบคำถามเกี่ยวกับการปกครองและการจัดการปัญหาในสังคม แม้คำตอบของเธอจะไม่สอดคล้องกับตำราโบราณ แต่กลับเต็มไปด้วยความจริงใจและเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ


ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนได้รับมอบหมายให้แก้ปัญหาสมมติที่เกี่ยวข้องกับการปกครอง Rhodopis ใช้แนวคิดการรับฟังและการร่วมมือ เธอเสนอแผนการที่ไม่เพียงแก้ปัญหาได้ แต่ยังช่วยให้ผู้คนมีส่วนร่วมในกระบวนการ


ในรอบนี้ ผู้เข้าแข่งขันต้องแสดงถึงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ด้อยโอกาส Rhodopis โดดเด่นเหนือใคร เธอไม่ได้แค่พูดถึงความเมตตา แต่ลงมือช่วยเหลือทันที เธอทำให้ทุกคนเห็นว่าเธอเข้าใจหัวใจของผู้คนอย่างแท้จริง


เมื่อการแข่งขันสิ้นสุดลง คณะกรรมการและกษัตริย์อาโมเซสได้ประกาศผู้ชนะ ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คน Rhodopis ได้รับเลือกเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุด

“เจ้าพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความรัก ความตั้งใจ และความเมตตาสามารถสร้างความยิ่งใหญ่ได้ แม้ไม่มีชาติตระกูล” กษัตริย์อาโมเซสกล่าวขณะมอบรองเท้าแตะที่หายไปคืนให้เธอ

เสียงปรบมือดังขึ้นทั่วห้องโถง Rhodopis ยิ้มทั้งน้ำตา เธอไม่ได้เพียงชนะการแข่งขัน แต่เธอชนะใจผู้คนและพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอสมควรได้รับโอกาสนี้


--- 

แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องกระทบรองเท้าแตะที่เธอถือไว้ในมือ มันไม่ได้เป็นเพียงรองเท้าคู่หนึ่งอีกต่อไป แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความฝัน ความพยายาม และความสำเร็จ

Rhodopis มองไปยังอนาคตด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวังและความรัก ขณะที่กษัตริย์อาโมเซสยืนเคียงข้างเธอ พวกเขาทั้งสองรู้ว่าการเดินทางของพวกเขายังไม่สิ้นสุด แต่พวกเขาพร้อมจะเผชิญทุกสิ่งด้วยกัน

เสียงก้องแห่งความยินดีดังไปทั่วพระราชวัง เมมฟิสไม่เคยสดใสเท่านี้มาก่อน

บทที่ 9
ความลับที่ถูกเปิดเผย

หลังชัยชนะของ Rhodopis ในการแข่งขันเพื่อพิสูจน์คุณค่าของเธอ ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับกษัตริย์อาโมเซสดูเหมือนจะเข้มแข็งยิ่งขึ้น แต่ในเงามืดของพระราชวัง เมฆหมอกแห่งความลับบางอย่างเริ่มก่อตัว และมันมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้น


แม้ Rhodopis จะได้รับการยอมรับจากผู้คนมากมายในราชสำนัก แต่ยังคงมีบางส่วนที่ไม่พอใจ โดยเฉพาะท่านอูเซอร์ที่รู้สึกว่าความพ่ายแพ้ของเขาในครั้งก่อนเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรี ขุนนางผู้เจ้าเล่ห์จึงเริ่มขุดคุ้ยอดีตของ Rhodopis เพื่อหาจุดอ่อน

ข่าวลือเริ่มแพร่กระจายไปทั่วราชสำนักว่าตัวตนของ Rhodopis อาจไม่ธรรมดาอย่างที่เธอเคยกล่าวไว้ บางคนอ้างว่าเธอไม่ใช่สามัญชนที่ถูกขายเป็นทาส แต่เป็นลูกหลานของตระกูลชั้นสูงที่ถูกปกปิดความจริงเอาไว้

“หากเธอเป็นเพียงหญิงธรรมดา ทำไมรองเท้าแตะของเธอจึงประดับด้วยอัญมณีล้ำค่า? และเหตุใดนกอินทรีศักดิ์สิทธิ์จึงเลือกเธอ?” ท่านอูเซอร์กล่าวในที่ประชุมลับกับเหล่าขุนนาง


ในขณะเดียวกัน เมห์ริ องครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ของ Rhodopis ได้รับคำสั่งให้สืบเรื่องราวในอดีตของเธอเพื่อยืนยันหรือปฏิเสธข่าวลือเหล่านั้น เขาเดินทางไปยัง Naucratis อีกครั้งเพื่อสืบหาข้อมูลจากผู้ที่รู้จัก Rhodopis ในวัยเด็ก

เมื่อมาถึง เมห์ริได้พบกับหญิงชราผู้หนึ่งที่ดูเหมือนจะรู้จัก Rhodopis อย่างลึกซึ้ง หญิงชราคนนั้นเปิดเผยว่า Rhodopis เป็นบุตรสาวของขุนนางชาวกรีกผู้มั่งคั่ง แต่ครอบครัวของเธอถูกโจมตีโดยกลุ่มโจรทะเลทรายเมื่อหลายปีก่อน พ่อแม่ของเธอถูกสังหาร และเธอถูกขายเป็นทาสตั้งแต่นั้นมา

“เธออาจลืมเรื่องนี้ไปแล้ว หรือเลือกที่จะไม่พูดถึงมัน เพราะความทรงจำเหล่านั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด” หญิงชรากล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้า


เมื่อเมห์ริกลับมาพระราชวังพร้อมข้อมูล กษัตริย์อาโมเซสตัดสินใจเปิดเผยความจริงต่อหน้าเหล่าขุนนางในที่ประชุม

“Rhodopis อาจไม่ได้มาจากตระกูลอียิปต์ แต่เธอเป็นบุตรสาวของขุนนางผู้สูงศักดิ์ชาวกรีกที่ถูกพรากจากครอบครัวและต้องเติบโตในฐานะทาส” กษัตริย์ประกาศ

ข่าวนี้ทำให้ผู้คนในราชสำนักต่างตกตะลึง บางคนเริ่มมอง Rhodopis ด้วยความเห็นใจ ขณะที่บางคนยังคงตั้งคำถามเกี่ยวกับความเหมาะสมของเธอ

ท่านอูเซอร์ใช้โอกาสนี้โจมตีเธออีกครั้ง “ถึงเธอจะมีชาติกำเนิดสูงศักดิ์ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอเหมาะสมจะเป็นราชินีของอียิปต์! เธอเป็นคนนอก เป็นคนต่างชาติ!”


Rhodopis เผชิญหน้ากับการกล่าวหาเหล่านั้นด้วยความกล้าหาญ

“ข้าไม่เคยปฏิเสธอดีตของข้า และข้าไม่เคยใช้มันเป็นข้ออ้างเพื่ออ้างสิทธิ์ใดๆ ทุกสิ่งที่ข้าได้รับในวันนี้มาจากความพยายามและความจริงใจของข้า” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ข้าอาจไม่ใช่คนอียิปต์โดยกำเนิด แต่ข้ารักแผ่นดินนี้และประชาชนของมันมากพอที่จะต่อสู้เพื่อพวกเขา ข้าเชื่อว่าความรักและความซื่อสัตย์ควรสำคัญกว่าสายเลือด”

คำพูดของเธอทำให้หลายคนในที่ประชุมเริ่มเปลี่ยนทัศนคติ ทว่าท่านอูเซอร์ยังคงไม่ยอมแพ้


เพื่อยุติความขัดแย้งทั้งหมด กษัตริย์อาโมเซสตัดสินใจจัดงานเทศกาลแห่งความรักขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่าพวกเขายอมรับ Rhodopis หรือไม่ ในงานนี้ Rhodopis ต้องออกไปพบปะกับประชาชนและแสดงให้เห็นถึงความจริงใจของเธอ

Rhodopis ใช้เวลาตลอดทั้งวันในการพูดคุยกับประชาชนทุกชนชั้น เธอรับฟังปัญหาและความทุกข์ของพวกเขา โดยไม่ได้แสดงท่าทีเหนือกว่าหรือเย่อหยิ่ง

ในช่วงท้ายของวัน ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเริ่มตะโกนขึ้นมา “เรายอมรับเธอ! เธอคือราชินีที่เราต้องการ!”

เสียงเหล่านั้นดังขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดก็กลายเป็นเสียงกึกก้องทั่วทั้งเมืองเมมฟิส


--- 

ความรักและความจริงใจของ Rhodopis ได้ชนะใจประชาชนและเหล่าขุนนางส่วนใหญ่ในที่สุด ท่านอูเซอร์ไม่สามารถโต้แย้งได้อีกต่อไปและต้องยอมจำนนต่อความจริง

ในค่ำคืนแห่งเทศกาล กษัตริย์อาโมเซสประกาศต่อหน้าประชาชนว่า Rhodopis จะเป็นราชินีของอียิปต์อย่างเป็นทางการ

“เธอไม่เพียงแต่ชนะใจข้า แต่ยังชนะใจพวกเจ้าทุกคน เธอคือแสงสว่างที่อียิปต์ต้องการ”

เสียงไชโยโห่ร้องดังกึกก้อง Rhodopis ยืนเคียงข้างกษัตริย์อาโมเซส ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความสุข

ในค่ำคืนนั้น ดวงดาวบนท้องฟ้าส่องประกายสดใส ราวกับเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและอนาคตที่รอคอยเธอและกษัตริย์

บทที่ 10
การเริ่มต้นของราชินีผู้ถูกลิขิต

แม้ Rhodopis จะได้รับการยอมรับจากประชาชนและราชสำนักในฐานะราชินีแห่งอียิปต์ แต่หน้าที่ที่แท้จริงของเธอเพิ่งเริ่มต้น ชีวิตในฐานะราชินีเต็มไปด้วยความรับผิดชอบและการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบต่อทั้งแผ่นดิน


วันแห่งพิธีราชาภิเษกมาถึง ทั่วทั้งเมืองเมมฟิสถูกตกแต่งด้วยธงสีทองและผ้าไหมลวดลายงดงาม ประชาชนจากทุกมุมของอียิปต์เดินทางมาร่วมเป็นสักขีพยานในงานอันยิ่งใหญ่นี้

Rhodopis สวมชุดคลุมสีขาวปักลายทองที่ออกแบบมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ บนศีรษะของเธอมีมงกุฎที่ประดับด้วยอัญมณีจากทั่วทุกแคว้น เมื่อเธอก้าวเข้าสู่ห้องบัลลังก์ เสียงดนตรีและเสียงสวดสรรเสริญดังขึ้น

“วันนี้ข้าประกาศให้ Rhodopis เป็นราชินีของอียิปต์ เธอจะไม่เพียงแต่เป็นคู่ครองของข้า แต่จะเป็นผู้ปกครองที่อยู่เคียงข้างข้า เพื่อดูแลอียิปต์และประชาชนทุกคน” กษัตริย์อาโมเซสกล่าว

เสียงโห่ร้องยินดีของประชาชนดังกึกก้องไปทั่วทั้งพระราชวัง


หลังพิธีราชาภิเษก Rhodopis เริ่มต้นภารกิจของเธอในฐานะราชินี เธอนำความเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ราชสำนัก โดยเน้นการฟังเสียงของประชาชนและความโปร่งใสในการบริหาร

เธอเริ่มต้นด้วยการปรับปรุงระบบการเก็บภาษี ซึ่งเคยสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน เธอจัดตั้งกลุ่มที่ปรึกษาจากหลากหลายชนชั้นเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องสำคัญ

ขณะเดียวกัน เธอไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับผู้ที่เคยถูกมองข้ามในราชสำนัก นางใน คนรับใช้ และชาววังระดับล่างได้รับโอกาสและการปฏิบัติที่ยุติธรรมมากขึ้น


แม้ชีวิตของ Rhodopis จะเต็มไปด้วยความสำเร็จ แต่เธอยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการพิสูจน์ตัวเองอย่างต่อเนื่อง ขุนนางบางกลุ่มยังคงไม่ยอมรับเธออย่างแท้จริง และมีข่าวลือเกี่ยวกับการก่อกบฏที่อาจเกิดขึ้น

ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก กษัตริย์อาโมเซสยังคงอยู่เคียงข้างเธอ

“เจ้าคือพลังของข้า, Rhodopis ข้ารู้ว่าด้วยกัน เราสามารถเผชิญหน้ากับทุกสิ่งได้” กษัตริย์กล่าวขณะจับมือเธอ

ความสัมพันธ์ของทั้งสองแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเมื่อพวกเขาได้เผชิญอุปสรรคไปด้วยกัน


ท่านอูเซอร์ ผู้ซึ่งยังไม่ล้มเลิกความทะเยอทะยาน ได้วางแผนก่อความไม่สงบในบางพื้นที่ของอียิปต์ เขารวบรวมกลุ่มคนที่ไม่พอใจและพยายามสร้างความวุ่นวายเพื่อดึงดูดความสนใจของกษัตริย์

เมื่อข่าวเรื่องนี้ไปถึง Rhodopis เธอตัดสินใจที่จะจัดการปัญหาด้วยตัวเอง

“เราจะไม่รอให้ความวุ่นวายลุกลาม เราจะไปยังพื้นที่เหล่านั้นและฟังเสียงของผู้คน ข้าต้องการรู้ว่าพวกเขาต้องการอะไร และเราจะหาทางแก้ปัญหาด้วยความยุติธรรม” เธอกล่าว

Rhodopis เดินทางไปยังหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบ เธอพบว่าความไม่พอใจส่วนใหญ่มาจากการเก็บภาษีที่ยังไม่ถูกปรับปรุงในบางพื้นที่ รวมถึงการกดขี่ของขุนนางบางคน

ด้วยความมุ่งมั่น Rhodopis ทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น และในที่สุด ความสงบก็กลับคืนมา


เมื่อแผนการของอูเซอร์ถูกเปิดโปง เขาถูกนำตัวมาพิจารณาคดีในราชสำนัก Rhodopis ไม่ได้แสดงความโกรธแค้นหรือความอาฆาต แต่เธอเลือกที่จะให้โอกาสเขา

“ท่านอูเซอร์, ข้าไม่ต้องการการแก้แค้น ข้าต้องการให้ท่านตระหนักว่าการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของอียิปต์ยิ่งใหญ่กว่าความทะเยอทะยานส่วนตัว”

คำพูดของเธอทำให้ท่านอูเซอร์เงียบไป แม้เขาจะไม่ยอมรับเธออย่างเปิดเผย แต่เขาก็ไม่สามารถโต้แย้งกับสิ่งที่เธอทำเพื่ออียิปต์ได้


--- 

ในยามค่ำคืนที่พระราชวัง เธอยืนอยู่บนระเบียง มองออกไปยังท้องฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยดวงดาว กษัตริย์อาโมเซสเดินเข้ามาใกล้

“เจ้าเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง, Rhodopis ข้าไม่เคยภูมิใจในตัวใครเท่าเจ้า”

เธอยิ้มบางๆ “ข้ายังไม่ได้เปลี่ยนทุกอย่าง แต่ข้าจะไม่หยุดจนกว่าอียิปต์จะกลายเป็นดินแดนที่ประชาชนทุกคนมีความสุข”

และในคืนนั้น ท่ามกลางสายลมอ่อนโยนและดวงดาวที่ส่องประกาย Rhodopis และกษัตริย์อาโมเซสให้คำมั่นต่อกันว่า พวกเขาจะเดินเคียงข้างกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับอียิปต์

จบบริบูรณ์

✨🎧✨ ฟังฟรี นิยาย AI ✨🎧✨✨🎧✨ ฟังฟรี นิยาย AI ✨🎧✨
👇 👇 👇

✨🎧✨ ฟังฟรี นิยาย AI   



เกิดใหม่ทั้งที..กลายมาเป็นซินเดอเรลล่าของฟาโรห์อียิปต์เชียวเหรอ!!

หมื่นล้านคำรัก | นิยาย AI ฟาโรห์ | Cinderella of Egypt

🍹

เกิดใหม่ทั้งที..กลายมาเป็น

 ซินเดอเรลล่าของฟาโรห์อียิปต์เชียวเหรอ!!

โดย
หมื่นล้านคำรัก

©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

(อุษาอัปสร)

บทที่ 1: ตกตึกแล้วข้ามภพ

“บ้าจริง! ลิฟต์เสียอีกแล้วเหรอ!?”

อุษากรัตสบถอย่างหัวเสีย พลางกดปุ่มลิฟต์ซ้ำไปมา นี่มันคอนโดหรูใจกลางกรุงเทพฯ ไม่ใช่หอพักราคาถูก ทำไมระบบถึงพังบ่อยขนาดนี้? เธอก้าวเข้าไปอย่างไม่ค่อยไว้ใจเท่าไร แต่พอประตูลิฟต์ปิดลง…

ตึงงงง!!!

ทุกอย่างสั่นสะเทือนราวกับโลกทั้งใบพลิกคว่ำ ก่อนที่เธอจะรู้ตัว ร่างของเธอกำลังร่วงลงไปตามแรงโน้มถ่วง หัวใจเต้นกระหน่ำ เสียงหวีดร้องของตัวเองดังสะท้อนไปทั่ว ลมหายใจติดขัด

แล้ว…ทุกอย่างก็มืดสนิท

—

"เฮ้! ตื่นได้แล้ว! นี่ไม่ใช่เวลาตายหรอกนะ!"

เสียงแหบๆ ดังขึ้นใกล้หู อุษากรัตรู้สึกเหมือนถูกผลัก เธอลืมตาขึ้นพร้อมกับสำลักอากาศเข้าเต็มปอด ดวงตาสีอำพันของเธอกวาดไปทั่ว แล้วเธอก็พบว่าตัวเอง…

ไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ อีกต่อไป

เธอกำลังนอนอยู่กลางพื้นทรายร้อนระอุของดินแดนที่แปลกตา ผิวเธอแทนขึ้นเล็กน้อย แสงแดดสาดส่องลงมาบนร่างที่สวมชุดบางเบาสีขาวสะอาดตามสไตล์อียิปต์โบราณ

“โอ้คนสวยขา…” อุษากรัตพึมพำ “นี่ฉันตายไปแล้วใช่มั้ย?”

หญิงชราคนหนึ่งหัวเราะเบาๆ แล้วพูดขึ้น “ตายสิ แต่เจ้าก็เกิดใหม่แล้วในร่างของ Rhodopis น่ะ”

Rhodopis? ชื่อฟังดูคุ้นๆ แต่ก่อนที่เธอจะคิดอะไรได้มากกว่านั้น สองมือของเธอก็ถูกคว้าไปโดยเด็กสาวตัวเล็กสองคน “เร็วเข้า! พวกเราไปอาบน้ำกัน!”

และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องบ้าๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

—

กลางแม่น้ำไนล์

"โอ๊ย! ทำไมพวกเธอถึงต้องจับฉันเปลื้องผ้าด้วยเนี่ย!?"

เด็กสาวหัวเราะคิกคัก พวกเธอผลักอุษากรัต—หรือ Rhodopis ลงไปในน้ำเย็นๆ ของแม่น้ำไนล์ อุษากรัตถอนหายใจพลางพึมพำ "ช่างมันเถอะ อย่างน้อยก็ได้อาบน้ำจริงๆ สักที"

เธอเริ่มค่อยๆ ล้างตัวอย่างระมัดระวัง และพยายามทำความเข้าใจกับสถานการณ์ของตัวเอง ตอนนี้เธอคือสาวกำพร้า แม่เป็นแม่ค้า ส่วนพ่อเป็นทหารอียิปต์ที่ตายไปแล้ว ทุกวันนี้เธออาศัยอยู่ในตลาดกับพวกเด็กๆ และหญิงชรา

แต่ทันใดนั้นเอง—

ฟุ่บ!

เสียงกระพือปีกดังขึ้นจากด้านบน อุษากรัตเงยหน้าขึ้นก่อนจะเห็น…

นกอินทรียักษ์บินโฉบลงมา แล้วคว้ารองเท้าแตะของเธอไป!!!

"เฮ้ย! เอารองเท้าฉันคืนมาาา!" เธอร้องลั่น

แต่ไม่ทันแล้ว—นกตัวนั้นบินหายลับไปในท้องฟ้า ทิ้งให้อุษากรัตยืนอ้าปากค้างอยู่กลางแม่น้ำ

และเธอไม่รู้เลยว่า รองเท้าแตะของเธอกำลังจะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล…

บทที่ 2: รองเท้าแตะสื่อรัก(?)

อุษากรัตยังคงยืนแข็งทื่ออยู่กลางแม่น้ำไนล์ ดวงตาของเธอเบิกโพลงขณะที่มองเห็นรองเท้าแตะสุดรักของตัวเองถูกนกอินทรียักษ์โฉบหายไปต่อหน้าต่อตา

"เอ๊ะ... เมื่อกี้มัน... ใช่เรื่องที่ฉันคิดอยู่รึเปล่า?"

เธอพึมพำกับตัวเองก่อนจะนึกขึ้นได้ เดี๋ยวนะ! ตำนาน Rhodopis ที่เธอเคยอ่าน รองเท้าของเธอถูกนกอินทรีขโมยไป แล้วไปตกอยู่กับกษัตริย์อียิปต์!

"โอ้คนสวยขา... อย่าบอกนะว่า... ฉันกำลังจะได้ผัวเป็นฟาโรห์!?"

ว๊าย!!!

ทันใดนั้นเอง ความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้าของเธอ ไม่ใช่เพราะแดดที่แผดเผาอยู่ แต่เป็นเพราะจินตนาการแปลกๆ ที่เริ่มลอยเข้ามาในหัว ฟาโรห์... ราชาแห่งอียิปต์... แล้วถ้าเขาหล่อแซ่บระดับเทพบุตรล่ะ!?

ไม่ๆ ใจเย็นก่อนอุษากรัต! เธอเพิ่งจะตกตึกตายมาไม่ถึง 24 ชั่วโมง! จะให้โดดไปคิดเรื่องสามีฟาโรห์เลยเนี่ยนะ!?

—

ณ พระราชวังเมมฟิส

ณ ลานพิพากษากลางแจ้ง กษัตริย์ Ahmose กำลังนั่งประทับอยู่บนบัลลังก์ทองคำ ข้างกายมีเหล่าขุนนางยืนเรียงราย รอบตัวมีประชาชนที่มารอฟังคำตัดสินของคดีความต่างๆ

แต่ทันใดนั้นเอง—

ฝุ่บ!

นกอินทรีตัวเดิมโฉบลงมาจากท้องฟ้า ก่อนจะปล่อยสิ่งที่คาบมาให้ตกลงตรงตักของกษัตริย์หนุ่ม

รองเท้าแตะสีน้ำเงินอ่อน ปักลวดลายงดงามวาววับใต้แสงแดด

ทั้งลานตกอยู่ในความเงียบ ทุกสายตาจับจ้องไปที่รองเท้าแตะประหลาดนี้ ก่อนที่กษัตริย์ Ahmose จะหยิบมันขึ้นมาพิจารณา

"นี่มัน... อะไรกัน?"

ขุนนางคนหนึ่งก้มมองก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างลังเล "ฝ่าบาท... ดูเหมือนจะเป็น... รองเท้าแตะของหญิงสาวเพคะ"

Ahmose ขมวดคิ้ว แต่แทนที่เขาจะโยนมันทิ้งหรือมองว่าไร้สาระ ดวงตาของเขากลับเป็นประกายแปลกๆ

รองเท้าแตะนี้ไม่ได้ดูธรรมดา มันมีขนาดเล็กพอเหมาะกับเท้าหญิงสาว และกลิ่นหอมจางๆ ที่ติดอยู่ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกสนใจขึ้นไปอีก

"นกอินทรีบินมาจากทิศไหน?"

"ดูเหมือนจะเป็นทิศของเมือง Naucratis, ฝ่าบาท"

Ahmose ลูบคาง "ถ้าเช่นนั้น… หญิงสาวที่สวมรองเท้านี้ก็ต้องอยู่ที่นั่นสินะ"

เขาไม่รู้ว่าทำไม แต่บางอย่างในใจบอกเขาว่า เขาต้องเจอเจ้าของรองเท้านี้ให้ได้

"ประกาศไปทั่วอียิปต์… ข้าจะไม่หยุดพัก จนกว่าจะได้พบกับหญิงสาวเจ้าของรองเท้าแตะคู่นี้!"

—

กลับมาที่อุษากรัต (หรือ Rhodopis)

"ว่าไงนะ!? ฟาโรห์ประกาศตามหารองเท้าแตะของฉัน!?"

อุษากรัตเกือบสำลักขนมปังเกือบตายตาเหลือกอยู่กลางตลาด เธอเพิ่งพยายามทำใจให้ชินกับชีวิตใหม่ไปหมาดๆ ยังไม่ทันจะเข้าใจระบบเศรษฐกิจยุคนี้ดีเลย อยู่ๆ กษัตริย์ก็จะมาตามหาเธอแล้วเหรอ!?

"มะ... ไม่ได้การแล้ว!"

เธอรีบวิ่งกลับไปหาหญิงชราเจ้าของบ้านที่เธอพักอาศัย

"ท่านยายจ๋า! ฟาโรห์ประกาศตามหาผู้หญิงที่เป็นเจ้าของรองเท้าแตะของฉัน!"

หญิงชราหรี่ตาแล้วจิบน้ำอย่างใจเย็น "ก็แล้วไงล่ะ?"

"ก็แปลว่าฉันต้องไปเข้าเฝ้าเหรอคะ!"

"แล้วมันเป็นเรื่องแย่ตรงไหน?" หญิงชราหัวเราะ "เจ้ารู้ไหมว่าฟาโรห์ Ahmose น่ะ หล่อราวกับเทพบุตรเชียวนะ"

อุษากรัตกลืนน้ำลาย

"หละ… หล่อขนาดนั้นเลยเหรอช?"

"แน่นอน ไม่งั้นหญิงสาวทั่วอียิปต์จะใฝ่ฝันอยากเป็นราชินีของพระองค์กันทำไม?"

อุษากรัตเริ่มใจเต้นแรง โอเค เรื่องนี้อาจจะไม่ได้แย่ขนาดนั้น…

แต่เธอยังไม่ทันได้คิดต่อ ประตูบ้านก็ถูกกระแทกเปิดออก!

"Rhodopis!" เสียงทหารร้องเรียก "ฟาโรห์มีรับสั่งให้พาเจ้าไปพบพระองค์เดี๋ยวนี้!"

อุษากรัตเบิกตากว้าง …นี่ฉันกำลังจะได้เจอเจอฟาโรห์ตัวเป็นๆ แล้วเหรอ!?

—

บทที่ 3: เข้าเฝ้าฟาโรห์… หรือเข้าไปเจอรักวุ่นๆ!?

"ดะ...เดี๋ยว! ฉันต้องไปตอนนี้เลยเหรอ!?"

อุษากรัตเบิกตากว้างเมื่อเห็นทหารร่างใหญ่สองคนยืนขวางประตูบ้าน แถมยังถืออาวุธครบมือ ราวกับถ้าเธอปฏิเสธ พวกเขาคงหิ้วเธอไปทั้งตัวแน่ๆ

"ใช่ นี่เป็นคำสั่งจากฝ่าบาท!"

"อื้มม..." อุษากรัตหันไปหาหญิงชราเจ้าของบ้านที่มองเธอด้วยสายตารู้ทัน

"หึหึ... แสดงว่าฟาโรห์สนใจเจ้าแล้วล่ะสิ?" หญิงชรากระเซ้า พลางเอื้อมมือไปหยิบเสื้อคลุมบางๆ มาคลุมตัวให้เธอ

อุษากรัตกัดริมฝีปาก "ฉันยังไม่พร้อมเลยนะ..."

"โธ่เอ๊ย เจ้าแค่ไปเจอเขา ไม่ได้ไปแต่งงานพรุ่งนี้ซะหน่อย" หญิงชรากลอกตาเป็นเลขแปด "และอีกอย่างนะ Rhodopis... เอ้ย หรืออุษากรัตอะไรนั่นของเจ้า"

"หืม?"

"บางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสของเจ้าในการเปลี่ยนชีวิตก็ได้นะ..."

—

พระราชวังเมมฟิส

อุษากรัตไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะมีโอกาสนั่งอยู่ในรถม้าหรูหราแบบนี้มาก่อน หลังจากที่ทหารพาเธอขึ้นม้าเดินทางข้ามทะเลทรายมา พระราชวังเมมฟิสก็ปรากฏตรงหน้า ราวกับเมืองในเทพนิยาย

"โห... นี่มันอลังการงานสร้างพีระมิดของจริงเลยชะมะคะ!"

ประตูทองคำขนาดยักษ์เปิดออก เผยให้เห็นลานกว้างที่มีเสาหินแกะสลักอย่างวิจิตร ข้าราชบริพารเดินกันขวักไขว่ ทุกคนแต่งกายสวยหรูจนเธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวประหลาด

ฉันควรจะเกร็งมั้ยเนี่ย? หรือควรจะเล่นใหญ่ไปเลยดี?

แต่ก่อนที่เธอจะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น…

"เจ้าของรองเท้าแตะมาถึงแล้ว!"

เสียงประกาศดังก้องไปทั่วลานพิธี ขณะเดียวกัน ทุกสายตาก็จับจ้องมาที่เธอ

อุษากรัตสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพยายามเดินอย่างสง่างามที่สุด (แม้ว่าใจจริงอยากจะถอดรองเท้าวิ่งกลับไปก็เถอะ)

—

บนบัลลังก์ทองคำ

กษัตริย์ Ahmose จ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความสนใจ

เธอดูแตกต่างจากหญิงสาวอียิปต์ทั่วไป รูปร่างเล็กกว่าที่เขาคาดคิดเล็กน้อย แต่ก็มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง ดวงตากลมโตและใบหน้าที่แสดงอารมณ์หลากหลาย… เขาไม่เคยเห็นใครที่มีพลังดึงดูดแบบนี้มาก่อน

"เจ้าชื่ออะไร?" เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก

"อุ... เอ้ย! Rhodopis เพคะ!" เธอตอบตะกุกตะกัก

Ahmose เลิกคิ้ว "เจ้าไม่ใช่ชาวอียิปต์แท้สินะ?"

"เอ่อ..." อุษากรัตเม้มปาก ไม่กล้าจะบอกว่าเธอเป็นคนข้ามภพมา "คือ... แม่ข้าเป็นพ่อค้า มาจากแดนไกลเพคะ"

กษัตริย์พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะกวักมือเรียกข้าราชบริพารให้นำรองเท้าแตะออกมา

"จงสวมมัน แล้วพิสูจน์ว่าเจ้าคือเจ้าของที่แท้จริง"

โอ๊ย อะไรมันจะซินเดอเรลล่าขนาดนี้!?!

อุษากรัตพยายามกลั้นขำขณะรับรองเท้าแตะมาแล้วค่อยๆ สวมลงไป...

เป๊ะเว่อร์! ขนาดพอดีเป๊ะ!

เสียงฮือฮาดังก้องไปทั่วลานพิธี ราวกับไม่มีใครคิดว่าเจ้าของรองเท้าแตะจะเป็นหญิงสาวธรรมดาเช่นเธอ

Ahmose มองเธอด้วยสายตาครุ่นคิด "ข้าสัญญาไว้ว่าเจ้าของรองเท้าแตะนี้จะต้องได้พบกับข้า... แล้วเจ้ารู้ไหมว่ามันหมายความว่าอย่างไร?"

อุษากรัตกลืนน้ำลาย "...หมายความว่า...?"

Ahmose ยิ้มมุมปาก

"หมายความว่า… เจ้าจะต้องอยู่ที่นี่… ในฐานะว่าที่ราชินีของข้า"

โอ้คนสวยจ๋าาาาาาาาา!!!

—

ตัดภาพไปที่อุษากรัต (โหมดหัวหมุนสุดๆ)

เดี๋ยวนะ!? นี่มันบ้าไปแล้ว! ฉันมาอียิปต์โบราณได้ไม่ถึงวัน จะให้โดดไปเป็นราชินีเลยเนี่ยนะ!?

อุษากรัตยังไม่ทันได้ตั้งสติ ด้านข้างก็มีสาวใช้วิ่งกรูเข้ามาหาเธอ

"ท่านหญิง! เราต้องเตรียมตัวให้ท่านสำหรับงานเฉลิมฉลองคืนนี้!"

"เดี๋ยวๆ คืนนี้!?"

"ใช่แล้วเพคะ ฝ่าบาทรับสั่งให้มีงานเลี้ยงต้อนรับท่านเป็นพิเศษ!"

"ว๊าย!!"

ยังไม่ทันจะเถียงอะไร เธอก็ถูกลากเข้าห้องแต่งตัว โดนจับแช่น้ำมันหอมระเหย บีบนวดตัว ทาปากแดง ผูกเครื่องประดับเต็มตัว

เธอเพิ่งตกตึกตายนะ! ไม่ใช่การได้รับรางวัล..แต่งงานฟรี!!

—

ตัดภาพไปที่ Ahmose (โหมดคนเจ้าเล่ห์)

Ahmose ยืนมองจากระเบียงห้องของเขา ขณะที่ข้าราชบริพารพากันเตรียมงานเลี้ยงอย่างเร่งรีบ

เขาไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เขาสนใจหญิงสาวคนนี้ แต่เขามั่นใจว่า... เธอไม่เหมือนใครที่เขาเคยพบ

ดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายความซุกซน รอยยิ้มที่ไม่เกรงกลัวอำนาจของเขา และ... ท่าทางที่เหมือนเธอรู้จักเขาอยู่ก่อนแล้ว

"Rhodopis… เจ้าจะมาเป็นราชินีของข้าจริงๆ หรือไม่นั้น ข้าจะเป็นคนพิสูจน์เอง"

—

บทที่ 4: งานเลี้ยงอันเร่าร้อน (และอุษากรัตที่เกือบไปไม่รอด)

"ฉันต้องใส่นี่จริงๆ เหรอ!?"

อุษากรัตมองตัวเองในกระจกทองสัมฤทธิ์ด้วยสีหน้าตกตะลึงสุดขีด

เธอเคยเห็นแฟชั่นอียิปต์โบราณมาก่อนจากหนังและตำรา แต่เธอไม่คิดว่ามันจะโป๊ขนาดนี้! ผ้าฝ้ายเนื้อบางเฉียบแทบจะไม่ช่วยอะไรเลย แถมสร้อยคอทองคำที่พวกนางกำนัลคล้องให้ก็ยิ่งทำให้เธอดูเหมือน "ของขวัญราคาแพง" มากกว่าจะเป็น "แขกผู้ทรงเกียรติ"

โอ้พระเจ้า… นี่ฉันกำลังจะต้องเดินเข้าไปในงานเลี้ยงในชุดนี้เหรอ!?

"ท่านหญิง Rhodopis งดงามมากเพคะ!" สาวใช้อียิปต์คนหนึ่งชื่นชม

"งามตรงไหน!? ฉันเหมือนคนที่โดนจับแต่งเป็นเครื่องบูชาเทพเจ้าเลยเนี่ย!"

"แต่ฝ่าบาทต้องทรงพอพระทัยแน่นอนเพคะ!"

เอิ่ม… มันใช่เหรอ มันไม่ได้เกินไปหน่อยเหรอ!?

—

ณ ท้องพระโรงงานเลี้ยง

อุษากรัตถูกพาตัวเข้าไปในท้องพระโรงที่ถูกประดับด้วยคบไฟและผ้าม่านสีทอง บรรดาขุนนางและแขกเหรื่อมากมายกำลังพูดคุยและหัวเราะกันเสียงดัง กลิ่นเครื่องเทศและไวน์หอมฟุ้งไปทั่ว

แต่ที่สำคัญที่สุด—

กษัตริย์ Ahmose กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ทองคำ ดวงตาคมเข้มจับจ้องมาที่เธอเพียงคนเดียว

อุษากรัตกลืนน้ำลาย... โอย หล่อกว่าที่คิดอีก!

เขาสวมเครื่องทรงสีขาวสะอาด ทับด้วยเสื้อคลุมบางเบาสีทองรับกับผิวแทนเข้มของเขา ดวงตาสีอำพันของเขาดูมีเสน่ห์ลึกลับ… และรอยยิ้มของเขา—

อ้ะ ตาย! ตายแน่ๆ!

"มาแล้วสินะ เจ้าของรองเท้าแตะของข้า" Ahmose พูดเสียงนุ่ม ขณะที่เธอเดินเข้าไปหาเขา

"อ่า… เพคะ" อุษากรัตพยายามฝืนยิ้มให้ดูเป็นธรรมชาติ แต่ข้างในเธอกำลังกรี๊ด

เฮ้! อย่ามองฉันแบบนี้ไม่ได้! ฉันเป็นคนสมัยใหม่! ฉันมีสติ! ฉัน—

ตายแล้ว… ทำไมเขาต้องนั่งด้วยท่าทางแซ่บๆ แบดๆ หล่อๆ แบบนั้นด้วย!?

"นั่งลงสิ Rhodopis"

Ahmose ชี้ไปที่เบาะข้างๆ เขา ซึ่งแน่นอนว่ามันอยู่ ใกล้โคตรๆ!

โอ๊ย! คนสวยขา! ฉันไม่ได้เตรียมใจมานั่งใกล้ฟาโรห์ที่หุ่นแซ่บมาดเซ็กซี่ขนาดนี้เลย!

—

ไวน์หวานและสายตาที่อันตราย

งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างครึกครื้น บรรดานางรำออกมาเต้นกลางท้องพระโรง เสียงพิณและกลองดังก้อง อุษากรัตพยายามนั่งนิ่งๆ แต่เธอรู้สึกได้ถึงสายตาของ Ahmose ที่จับจ้องเธอตลอดเวลา

และไม่ใช่แค่จับจ้องธรรมดา... แต่เป็นสายตาที่ทำให้เธอขนลุกซู่!

"เจ้าไม่แตะไวน์เลยหรือ?" เขาถาม

"เอ่อ... หม่อมฉันไม่ค่อยดื่มเพคะ"

"ลองดูสิ มันหวาน... เจ้าต้องชอบแน่"

Ahmose หยิบถ้วยทองขึ้นจิบ ก่อนจะส่งมันมาให้เธอ

อุษากรัตลังเล แต่เดี๋ยวสิ... ถ้าเธอไม่ดื่มมันก็จะดูหยิ่งไปปะ!?

เธอจึงค่อยๆ รับมาแล้วจิบเบาๆ — และพบว่าไวน์อียิปต์โบราณนี่... อร่อยกว่าที่คิดแฮะ!

"เป็นยังไงบ้าง?" Ahmose ถามพลางยิ้ม

"รสชาติดีมากเพคะ"

"ดี... ข้าชอบที่เจ้าไม่กลัวจะลองสิ่งใดใหม่ๆ"

เดี๋ยวนะ!? ประโยคนี้ฟังดูแปลกๆ .. รึเปล่า!?

อุษากรัตกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะรู้สึกว่าใบหน้าของเธอเริ่มร้อนขึ้นมา—

เฮ้ย... อย่าบอกนะว่าไวน์นี่มีแอลกอฮอล์แรงกว่าที่คิด!?

—

เกมรักอันตราย!?

หลังจากที่เธอเริ่มรู้สึกมึนๆ Ahmose ก็โน้มตัวเข้ามาใกล้ จนเธอรู้สึกได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของเขา

"เจ้ารู้ไหม Rhodopis" เสียงของเขาเบาราวกระซิบ

"ข้าไม่เคยสนใจหญิงใดขนาดนี้มาก่อน"

ตายแล้ว ตายแล้ว ตายแล้ว!

"และข้า... ก็ไม่ใช่คนที่ชอบรออะไรนานๆ"

Ahmose ยกมือขึ้นไล้ปลายผมของเธอเบาๆ

"แล้วเจ้า... พร้อมจะเป็นราชินีของข้าหรือยัง?"

!!!!!!!

อุษากรัตสะดุ้งสุดตัวก่อนจะเด้งถอยหลังอย่างรวดเร็ว

"เอ่อ!!! ฝะ... ฝ่าบาท!!! เราเพิ่งรู้จักกันเองนะเพคะ!!!"

Ahmose หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ "ข้าก็แค่อยากดูว่าเจ้าจะตอบอย่างไร"

โอ๊ย ไอ้คนเจ้าเล่ห์!!!

—

หนีดีไหม? หรืออยู่ต่อไปดี?

หลังจากงานเลี้ยงจบลง อุษากรัตถูกพาไปยังห้องพักของเธอในพระราชวัง มันหรูหราจนเธอรู้สึกเหมือนหลุดมาอยู่ในโรงแรมระดับเจ็ดดาว

แต่ปัญหาคือ—

เธอยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับชีวิตต่อไปดี!

เธอควรจะยอมรับชะตากรรมของตัวเองแล้วลองดูว่าจะเป็นราชินีของ Ahmose ได้จริงๆ หรือไม่?

หรือเธอควรจะหาทางหนีออกจากวัง ก่อนที่เรื่องจะไปไกลกว่านี้!?

เธอทิ้งตัวลงบนเตียง หัวใจเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง

...และเธอรู้ดีว่าไม่ว่าจะเลือกทางไหน เรื่องนี้ก็คงไม่มีวันสงบลงง่ายๆ แน่นอน

—

บทที่ 5: แผนหนีสุดป่วน… หรือจะหนีไม่รอด!?

"โอเค... ฉันต้องหนี!"

อุษากรัตกระโดดลงจากเตียงกลางดึก พร้อมทั้งตั้งสมาธิเรียบเรียงแผนการหนีออกจากวัง ฟาโรห์ Ahmose อันตรายเกินไป! ผู้ชายอะไรหล่อก็หล่อ เจ้าเล่ห์ก็เจ้าเล่ห์ แถมยังทำให้เธอใจสั่นทุกครั้งที่อยู่ใกล้ แบบนี้มันไม่ปลอดภัยต่อหัวใจเลยสักนิด!

"อืม… ถ้าฉันจะหนี ฉันต้องทำยังไงบ้าง?"

เธอเดินวนไปมาในห้องก่อนจะจดแผนการลงบนแผ่นกระดาษปาปิรัสที่วางอยู่บนโต๊ะ

แผนหนีของ Rhodopis!

  1. แอบออกจากห้องให้เงียบที่สุด (อย่าทำแจกันล้ม!)
  2. หาทางลัดออกจากวังผ่านสวน (หวังว่ามันจะไม่มีสฟิงซ์เฝ้า…)
  3. วิ่งไปหาอูฐหรือม้าที่เร็วที่สุดแล้วเผ่น!
  4. หนีไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไหนสักแห่ง (หรืออาจจะกลับไปเป็นแม่ค้าขายขนมในตลาด)

"แผนเพอร์เฟกต์! เอาล่ะ… ได้เวลาออกลุย!"

—

แผนดี… แต่พังตั้งแต่ข้อแรก!

เธอเริ่มต้นด้วยการค่อยๆ เปิดประตูห้องออกอย่างเงียบกริบ ดีมาก! ไม่มีใครอยู่แถวนี้!

เธอค่อยๆ ย่องไปตามทางเดินหินอ่อน อากาศเย็นเฉียบทำให้เธอขนลุก เธอเดินผ่านรูปปั้นเทพเจ้า ตรงไปยังทางออกของพระราชวัง

โอเค… อีกนิดเดียวก็จะถึงสวนแล้ว…

"จะไปไหน?"

เฮือก!!

เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลัง เธอสะดุ้งจนแทบจะกรี๊ด แต่ทันทีที่หันไปมอง—

ฟาโรห์ Ahmose ยืนกอดอกพิงเสาหิน มองเธอด้วยสายตารู้ทัน

ตายแล้วววววว!!!

"ข้าให้เจ้าอยู่ในวังอย่างสบาย เจ้าเลยวางแผนจะหนีงั้นหรือ?"

Ahmose ก้าวเข้ามาใกล้ช้าๆ

"เอ่อ… หม่อมฉันก็แค่… ออกมาเดินเล่นเฉยๆ! ใช่! เดินเล่น!"

เขาหรี่ตา "เดินเล่น... กลางดึก... พร้อมเสื้อคลุมและรองเท้าคู่นั้น?"

อุ๊บ…! รองเท้าแตะของเธอหายไปอีกข้าง!

โดนจับได้คาหนังคาเขาเลยไงล่ะ Rhodopis!!

—

เกมแมวจับหนู… หรือเกมรัก!?

Ahmose ถอนหายใจพลางยิ้มมุมปาก "ถ้าเจ้าคิดจะหนี เจ้าควรจะทำให้แนบเนียนกว่านี้"

"เอ่อ… หม่อมฉันเปล่านะเพคะ!"

"งั้นหรือ?"

เขาค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้อีก ใกล้มากกกกกก จนเธอถอยหลังไปเรื่อยๆ จนแผ่นหลังชนเข้ากับเสาหิน

"เจ้ากลัวอะไรขนาดนั้น Rhodopis?"

"...หม่อมฉันเปล่ากลัว!"

"หึ… ข้าไม่คิดว่าข้าจะทำอะไรให้เจ้ากลัวได้นะ" Ahmose โน้มตัวลงมาจนใบหน้าของเขาอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่นิ้ว

โอ๊ยตายแล้ว! ใกล้ไปแล้ว! หัวใจจะวายแล้ว!!!

"หรือว่า… เจ้ากลัวว่าเจ้าจะหวั่นไหวต่อข้ากันแน่?"

โอ้ย!!! นี่มันคำถามอะไรเนี่ย!!!

อุษากรัตหน้าแดงเถือก รีบเบี่ยงตัวหนีทันที "มะ… หม่อมฉันจะกลับไปนอนแล้วเพคะ! ฝันดี!"

เธอรีบหมุนตัวแล้ววิ่งกลับห้องไปทันที ทิ้งให้ Ahmose ยืนหัวเราะเบาๆ ด้วยความขบขัน

—

หัวใจที่ปั่นป่วนของอุษากรัต

อุษากรัตกลับมาถึงห้องแล้วรีบกระโดดขึ้นเตียง เอาหมอนปิดหน้า

โอ๊ยยยย นี่ฉันไปตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ได้ยังไงเนี่ย!?

ฟาโรห์ Ahmose เล่นแรงเกินไปแล้ว! เขาทำแบบนั้นกับผู้หญิงทุกคน หรือเขาสนใจฉันจริงๆ กันแน่!?

เธอพลิกตัวไปมาอย่างกลุ้มใจ หัวใจเต้นรัวเป็นจังหวะกลองศึก

แบบนี้มันไม่ใช่แค่เกมไล่จับธรรมดาแล้ว… มันคือเกมรักชัดๆ!

—

Ahmose: “ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าหนีไปง่ายๆ หรอก”

เช้าวันรุ่งขึ้น อุษากรัตถูกปลุกให้ไปเข้าเฝ้า Ahmose อีกครั้ง เธอคิดว่าเขาคงจะลงโทษเธอที่พยายามหนีแน่ๆ

แต่ผิดคาด…

"ข้ามีของขวัญให้เจ้า"

Ahmose ยื่นกล่องไม้แกะสลักมาให้เธอ

"อะไรหรือเพคะ?" เธอรับมาเปิดดู—

รองเท้าแตะคู่ใหม่!?

"เจ้าทำรองเท้าหายไปข้างหนึ่ง ข้าเลยให้ช่างทำคู่ใหม่ให้"

อุษากรัตอ้าปากค้าง นี่เขาไม่โกรธที่เธอพยายามหนี แต่กลับให้รองเท้าคู่ใหม่แทน!?

Ahmose ยิ้ม "ข้าอยากให้เจ้ารู้ว่า… ไม่ว่าเจ้าจะพยายามหนีไปไกลแค่ไหน ข้าก็จะตามหาเจ้าเสมอ"

โอ๊ย! ประโยคนี้มันอะไร!!!

อุษากรัตหน้าแดงอีกครั้ง โอเค… ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเธอกำลังเผชิญกับอะไรอยู่

ฟาโรห์ Ahmose ไม่ใช่แค่คนเจ้าเล่ห์… แต่เขากำลังตามจีบเธออยู่จริงๆ!

และปัญหาคือ—

เธอเริ่มจะใจอ่อนซะแล้วสิ!!!

—

บทที่ 6: จูบที่ไม่ควรเกิดขึ้น… หรือควร?

"ใจเย็นไว้อุษากรัต… เธอต้องตั้งสติ!"

อุษากรัตเดินวนไปมาในห้องพักของตนเอง พยายามเรียบเรียงความคิดหลังจากเหตุการณ์เมื่อวานที่ทำให้เธอ แทบจะเป็นลม

ฟาโรห์ Ahmose ไม่เพียงแค่ขัดขวางแผนหนีของเธอ แต่ยังมอบรองเท้าแตะคู่ใหม่ให้ พร้อมประโยคจีบแซ่บจีบหนักที่ทำให้เธอหน้าร้อนฉ่า!

"ข้าจะตามหาเจ้าเสมอ… หึ! พูดมาได้!"

เธอทิ้งตัวลงนอนแล้วกุมหน้า ทำไมเขาต้องพูดอะไรแบบนั้นออกมาด้วย!? มันเป็นการประกาศตัวกลายๆ หรือเปล่าว่าเขาจะไม่ปล่อยเธอไปง่ายๆ?

"โอ๊ยยย… นี่มันอะไรกันเนี่ย!"

เธอดิ้นไปมาเหมือนหนอนโดนน้ำร้อนลวก

แต่ยังไม่ทันที่เธอจะสงบสติอารมณ์ได้—

"เจ้าคิดอะไรอยู่?"

เฮือก!!!

เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหลัง ฟาโรห์ Ahmose!!!

"ว๊ากกก!!!"

อุษากรัตสะดุ้งสุดตัวแล้วรีบกระโจนลงจากเตียง "จะเข้าห้องใครไม่คิดจะเคาะประตูก่อนเลยเหรอเพคะ!?"

Ahmose ยืนกอดอกพิงประตู ยิ้มขบขัน "ข้าเคาะแล้ว แต่เจ้าคงกำลังวุ่นวายกับความคิดของตัวเองจนไม่ได้ยิน"

"...ได้ยินสิ! หม่อมฉันแค่… เอ่อ… กำลังคิดอะไรนิดหน่อย"

"หืม? คิดถึงข้าหรือ?"

โอ๊ยยยย!!! นี่เขามันปีศาจเจ้าเล่ห์ชัดๆ!!!

—

แผนของฟาโรห์ (ที่อุษากรัตไม่รู้ตัว)

Ahmose เดินเข้ามาใกล้แล้วนั่งลงบนขอบเตียง "เจ้ารู้หรือไม่ว่าตั้งแต่เจ้าเข้ามาในวัง ทุกคนก็พูดถึงเจ้าไม่หยุด?"

"หา?"

"บางคนอิจฉา บางคนสงสัยว่าทำไมข้าถึงให้ความสนใจเจ้าเป็นพิเศษ"

อุษากรัตกลืนน้ำลาย "แล้ว… แล้วพระองค์สนใจข้าจริงๆ หรือแค่เพราะรองเท้าแตะกันแน่?"

Ahmose หัวเราะเบาๆ ก่อนจะโน้มตัวเข้าใกล้ เธอรีบถอยหลังหนีแต่ก็ชนเข้ากับพนักเตียงจนหนีต่อไม่ได้

"เจ้าคิดว่ามันเป็นแค่รองเท้าแตะหรือ?"

"ก็…"

"ไม่ใช่หรอก Rhodopis… ตั้งแต่ข้าพบเจ้าครั้งแรก ข้าก็รู้สึกได้ว่าเจ้าไม่เหมือนใคร"

อุษากรัตหัวใจเต้นรัว "…มะ…หมายความว่า?"

Ahmose ยิ้มมุมปาก "หมายความว่า… ไม่ว่าเจ้าอยากจะหนีจากข้าหรือไม่ เจ้าก็ไม่มีทางหนีจากใจข้าได้อยู่ดี"

โอ๊ยยยยยย!!! อะไรเนี่ย!!!

—

สถานการณ์ที่พลิกผัน… และจูบที่ไม่ควรเกิดขึ้น!?

"หม่อมฉัน…" อุษากรัตพยายามตั้งสติ "หม่อมฉันยังไม่ได้ตกลงใจว่าจะอยู่ที่นี่ตลอดไปนะเพคะ!"

"งั้นหรือ?"

"ใช่! หม่อมฉันยังมีสิทธิ์เลือกเส้นทางชีวิตของหม่อมฉันเอง!"

Ahmose หรี่ตา "ข้าก็เช่นกัน…"

ก่อนที่อุษากรัตจะเข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร ฟาโรห์ Ahmose โน้มตัวลงมาใกล้… ใกล้มากกก…

และ—

ริมฝีปากของเขาสัมผัสกับริมฝีปากของเธอเบาๆ

!!!

โอ๊ยยย!!! นี่มันอะไรเนี่ย!!!!

อุษากรัตเบิกตากว้าง ฟาโรห์จูบเธอ!!!

ถึงจะเป็นแค่สัมผัสเบาๆ แต่… มันก็ทำให้เธอสมองขาวโพลนไปหมด!!!

Ahmose ค่อยๆ ผละออก แล้วกระซิบเสียงเบา "เจ้าบอกว่ามีสิทธิ์เลือก… งั้นข้าก็มีสิทธิ์ที่จะลองทำให้เจ้าหวั่นไหวเช่นกัน"

อุษากรัตหน้าแดงร้อนจนแทบระเบิด เธอรีบผลักอกเขาออกไปแล้วลุกพรวดขึ้นจากเตียง

"มะ… หม่อมฉันจะไม่ตกหลุมพรางของพระองค์หรอกนะเพคะ!"

Ahmose หัวเราะเบาๆ "งั้นหรือ? งั้นเรามาดูกันว่าเจ้าจะทนได้นานแค่ไหน"

โอ๊ยยย!!! นี่เธอจะรอดจากเกมของฟาโรห์ Ahmose ได้ยังไงกันเนี่ย!?

—

หัวใจที่สั่นไหว… และสงครามรักที่เริ่มต้นขึ้น

หลังจากเหตุการณ์นั้น อุษากรัตก็พยายาม หลบหน้า Ahmose ทุกวิถีทาง!

แต่ปัญหาคือ—

ฟาโรห์ Ahmose ไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ!

เขาหาเรื่องเข้ามาใกล้เธอเสมอ ไม่ว่าจะเป็นมื้ออาหาร กิจกรรมในวัง หรือแม้แต่ตอนเธอไปเดินเล่นในสวน!

"เจ้าจะหนีข้าไปถึงเมื่อไหร่ Rhodopis?"

"หม่อมฉันไม่ได้หนี!"

"หึ… งั้นหรือ? แต่เจ้าดูเหมือนจะหวั่นไหวทุกครั้งที่ข้าเข้าใกล้เลยนะ"

"มะ… หม่อมฉันไม่ได้หวั่นไหว!!!"

แต่พูดไปก็แค่หลอกตัวเอง…

เพราะหัวใจเธอมันเต้นแรงทุกครั้งที่เขาอยู่ใกล้จริงๆ นั่นแหละ!!!

—

บทที่ 7: หวั่นไหวไปหมดแล้ว… หรือจะเป็นรักจริง!?

"ไม่ไหวแล้ว… ฉันต้องควบคุมตัวเองให้ดีกว่านี้!!!"

อุษากรัตเดินวนไปมาในห้องพักของตนเอง ขบกัดริมฝีปากแน่น หลังจากเหตุการณ์ ‘จูบต้องห้าม’ เมื่อคืน

ฟาโรห์ Ahmose เล่นอะไรกับเธอเนี่ย!?

เขากำลังทดสอบความอดทนของเธอใช่ไหม!?

หลังจากวันนั้น เขาก็ยังคงทำเหมือนเรื่องเมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่… เขาก็ไม่ยอมให้เธอหนีไปไหนเหมือนกัน

"ฉันไม่มีวันตกหลุมรักเขาหรอก… ไม่มีวัน!"

เธอกำหมัดแน่นเหมือนตั้งใจแน่วแน่ แต่…

เสียงหัวใจเต้นแรงของเธอบอกว่าเธอโกหกตัวเองอยู่ชัดๆ!!!

—

(1) ข่าวลือในวัง… และแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น

"ท่านหญิง Rhodopis ทรงโชคดีเสียจริง"

"ได้เป็นที่โปรดปรานขององค์ฟาโรห์… ใครๆ ก็อิจฉากันทั้งนั้น"

"แต่หากนางคิดจะแย่งบัลลังก์ล่ะก็… นางคงจะเจอปัญหาใหญ่แน่!"

อุษากรัตเดินผ่านกลุ่มนางกำนัลที่ยืนซุบซิบกันอยู่ เธอถอนหายใจยาว นี่มันอะไรเนี่ย!? เธอไม่ได้อยากจะแย่งชิงอะไรจากใครทั้งนั้นนะ!!!

แต่ดูเหมือนทุกคนในวัง… จะมองเธอเป็นศัตรูไปแล้ว!!!

"โอ๊ยยย ทำไมฉันต้องมาติดอยู่ในดราม่าราชวังแบบนี้ด้วยนะ!?"

—

(2) ฟาโรห์ที่แสนเจ้าเล่ห์… และแผนการที่เธอไม่ทันตั้งตัว!

วันหนึ่ง ฟาโรห์ Ahmose ออกคำสั่งให้เธอไปพบที่ท้องพระโรง

เธอเดินเข้าไปด้วยความระแวงสุดขีด เขาจะมาไม้ไหนอีก!?

แต่สิ่งที่เธอเจอคือ—

"ข้ามีเรื่องสำคัญจะประกาศต่อหน้าทุกคน"

Ahmose นั่งอยู่บนบัลลังก์ ท่ามกลางเหล่าขุนนาง ข้าราชบริพาร และทหาร

"ตั้งแต่วันนี้ไป… Rhodopis จะต้องมาอยู่ข้างกายข้าเสมอ"

หา!!!!

อุษากรัตอ้าปากค้าง "หม่อมฉัน… หม่อมฉันไม่เห็นรู้เรื่องนี้เลย!"

Ahmose หันมายิ้ม "ข้าก็เพิ่งตัดสินใจเอง"

ตัดสินใจเอง!?

นี่เขาหมายความว่าไง!?

—

(3) ความใกล้ชิดที่เกินควบคุม

หลังจากวันนั้น อุษากรัตก็ถูกลากไปที่ไหนมาไหนกับฟาโรห์ตลอด!!!

ตอนประชุมขุนนาง? เธอต้องนั่งอยู่ข้างๆ

ตอนเสด็จออกว่าราชการ? เธอต้องอยู่ตรงนั้น

ตอนมื้ออาหาร? เขายืนกรานให้เธอนั่งร่วมโต๊ะเสมอ

"ข้าไม่มีทางให้เจ้าอยู่ห่างจากข้าได้หรอก Rhodopis"

โอ๊ยยยย!! มันจะเกินไปแล้วไหมเพคะฟาโรห์!!!

—

(4) ความรู้สึกที่ชัดเจนขึ้น… หรือจะเป็นรักแท้!?

ในค่ำคืนหนึ่ง ขณะที่เธอนั่งอยู่ริมระเบียงมองดวงจันทร์ Ahmose ก็เดินเข้ามาหาเงียบๆ

"เจ้ายังไม่นอนหรือ?"

อุษากรัตสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็ตอบเสียงเบา "ข้ายังไม่ง่วง"

ฟาโรห์มองเธอนิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น "เจ้ายังกลัวข้าอยู่หรือ?"

เธอเม้มริมฝีปาก "หม่อมฉันไม่รู้…"

"แล้ว… เจ้ารู้หรือไม่ว่าใจของเจ้าตอนนี้รู้สึกเช่นไร?"

เธอสะอึก

เพราะเธอรู้คำตอบนั้นดีอยู่แล้ว…

เธอหวั่นไหวกับเขาจริงๆ…

แต่เธอยังกลัว กลัวว่าเขาจะทำกับเธอเหมือนหญิงคนอื่นที่เคยผ่านมาในชีวิตเขา

"หม่อมฉันไม่รู้ว่าฝ่าบาทจะรักหม่อมฉันจริงหรือไม่… หรือแค่เป็นเพราะพระองค์รู้สึกสนุกที่ได้ไล่ล่าหม่อมฉัน"

Ahmose มองเธอนิ่งๆ ก่อนจะยื่นมือมาแตะที่ปลายคางเธอเบาๆ

"ถ้าเช่นนั้น… ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่า… ข้าไม่ได้ล้อเล่น"

แล้วเขาก็โน้มตัวลงมา…

ริมฝีปากของเขาประทับลงบนเธออีกครั้ง…

แต่ครั้งนี้… มันลึกซึ้งและอ่อนโยนกว่าเดิม

หัวใจของอุษากรัตเต้นรัว… เธอรู้แล้วว่ามันสายไปแล้ว

เธอไม่ได้แค่หวั่นไหว—

เธอรักเขาเข้าแล้วจริงๆ…

—

บทที่ 8: หัวใจของข้าจะเป็นของเจ้าเพียงผู้เดียว

"ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย!?"

อุษากรัตทรุดตัวนั่งบนเตียง กุมแก้มทั้งสองข้างที่ยังร้อนฉ่าอยู่หลังจากจูบที่เธอ (ไม่ได้ตั้งใจแต่ก็ดันเผลอจูบตอบ) กับฟาโรห์ Ahmose

โอ๊ยยย! เธอเสียการควบคุมตัวเองไปแล้วจริงๆ ใช่ไหม!?

เธอพยายามหาเหตุผลมาหักล้างความรู้สึกตัวเอง แต่… เธอรู้ดีว่าตอนนี้เธอปฏิเสธมันไม่ได้อีกแล้ว

เธอรักเขาเข้าแล้วจริงๆ…

—

(1) แผนร้ายของฝ่ายตรงข้าม

แต่ขณะที่อุษากรัตกำลังวุ่นวายกับความรู้สึกของตัวเอง ปัญหาใหญ่ก็ถาโถมเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว!

เพราะหลังจากที่ฟาโรห์ Ahmose ประกาศอย่างไม่เป็นทางการว่าเธอคือ "คนโปรด" ของพระองค์—

ศัตรูของเธอก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ!!!

โดยเฉพาะ พระนาง Neferura หญิงสูงศักดิ์ที่เคยได้รับความโปรดปรานจาก Ahmose และเป็นที่หมายตาของขุนนางกลุ่มหนึ่งที่ต้องการให้เธอขึ้นเป็นมเหสี

"เด็กสาวไร้ฐานะเช่นเจ้าไม่มีค่าคู่ควรกับองค์ฟาโรห์หรอก!"

นั่นคือคำพูดที่ Neferura กล่าวกับเธออย่างเย็นชา ก่อนที่เรื่องร้ายจะเกิดขึ้น—

—

(2) การลักพาตัวและแผนการร้าย!

วันต่อมา ขณะที่อุษากรัตเดินเล่นอยู่ในสวนวังตามลำพัง จู่ๆ ก็มีมือปริศนาพุ่งมาปิดปากเธอจากด้านหลัง!

"อื้อออ!!!"

เธอถูกลากเข้าไปในห้องลับ ก่อนจะเห็นว่า กลุ่มขุนนางที่สนับสนุนพระนาง Neferura เป็นคนบงการ!

"องค์ฟาโรห์ Ahmose ไม่อาจถูกครอบงำโดยหญิงสาวต่ำต้อยเช่นเจ้าได้!"

พวกมันจับเธอขังไว้ และวางแผนจะใช้เธอเป็นข้อต่อรองบีบให้ Ahmose แต่งงานกับ Neferura

"ถ้าเขาปฏิเสธ… เจ้าก็จะต้องตาย"

โอ๊ยยยย! นี่เธอเล่นอยู่ในซีรีส์การเมืองเรื่องไหนเนี่ย!?

—

(3) Ahmose จะปล่อยให้เธอหายไปจริงๆ หรือ!?

แต่แล้วในคืนเดียวกันนั้นเอง—

"โครมมมม!!!"

ประตูห้องถูกกระแทกจนพัง ก่อนที่เสียงฝีเท้าหนักแน่นจะดังขึ้น

"อย่าแตะต้องนางของข้า!!!"

ฟาโรห์ Ahmose บุกเข้ามาเองพร้อมกับกองทหารองครักษ์!

อุษากรัตเบิกตากว้าง เขามาช่วยเธอจริงๆ…!!!

"อึก… องค์ฟาโรห์!!!" ขุนนางฝ่ายกบฏหน้าซีดเผือดก่อนจะถูกจับกุมทั้งหมด

Ahmose เดินตรงเข้ามาหาเธอ ก่อนจะคว้าตัวเธอเข้ามากอดแน่น!

"เจ้ากล้ามาก Rhodopis… เจ้ากล้าทำให้ข้าแทบบ้าเพราะความเป็นห่วง!!!"

"อะ…เอ๊ะ!?"

"ห้ามหายไปจากข้าอีก!!!"

หัวใจของอุษากรัตเต้นรัว เธอรู้แล้วว่าฟาโรห์ Ahmose ไม่ได้แค่หลงเธอ

แต่เขารักเธอจริงๆ…

—

(4) คำสารภาพรักจากฟาโรห์ Ahmose

หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายผ่านไป Ahmose พาเธอไปยังหอคอยสูงสุดของพระราชวัง ที่ซึ่งแสงจันทร์สาดส่องลงมาอย่างงดงาม

เขามองตาเธออย่างแน่วแน่ และเอ่ยคำพูดที่ทำให้เธอแทบหยุดหายใจ…

"ข้าไม่ต้องการเจ้าแค่เพราะรองเท้าแตะคู่นั้น…"

"แต่ข้าต้องการเจ้าเพราะเจ้าเป็นเจ้า… เป็นหญิงสาวที่ทำให้หัวใจของข้าเต้นแรง… เป็นคนที่ข้าไม่อาจปล่อยไปได้อีกแล้ว"

อุษากรัตเบิกตากว้าง น้ำตาเอ่อคลอเบาๆ เขาพูดมันออกมาจริงๆ…

เขารักเธอจริงๆ…!!!

"หม่อมฉัน…หม่อมฉันก็รักพระองค์เพคะ"

Ahmose ยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะโน้มตัวลงมา…

และคราวนี้… จูบของเขาไม่ใช่จูบเพื่อท้าทายอีกต่อไป

แต่มันเป็นจูบของความรักที่แท้จริง…

—

บทที่ 9: รองเท้าคู่นี้… และหัวใจของข้าเป็นของเจ้าเพียงผู้เดียว (จบบริบูรณ์)

—

(1) คำสัญญาจากฟาโรห์ Ahmose

รุ่งเช้าหลังจากคืนที่เขาสารภาพรักกับเธอ Ahmose ก็ไม่รอช้า—

"แต่งงานกับข้า Rhodopis"

เฮ้ย!!! อุษากรัตสำลักน้ำชาที่กำลังดื่มอยู่ นี่เขามาขอเธอแต่งงานเลยเรอะ!?

เธอมองเขาด้วยความตกใจและเขินอาย "มะ…มันไม่เร็วไปหน่อยเหรอเพคะ!?"

Ahmose ยิ้มขำ แต่สายตาของเขาแน่วแน่และจริงจัง

"ข้าปล่อยให้เจ้าหนีไปไม่ได้อีกแล้ว"

"แต่—"

"หรือว่าเจ้าไม่รักข้า?"

โอ๊ยยย ฟาโรห์ เล่นไม้ตายนี้เลยเหรอ!?

"มะ…หม่อมฉันรักพระองค์… แต่…" เธอยังพูดไม่ทันจบ Ahmose ก็จับมือเธอขึ้นมาและเอ่ยเสียงหนักแน่น

"ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีอะไรต้องลังเล"

"ข้าจะให้เจ้าเป็นราชินีของข้า"

หัวใจของอุษากรัตเต้นแรง … เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าชีวิตเธอจะมาถึงจุดนี้!!!

—

(2) พระนาง Neferura และบทสรุปของศัตรูหัวใจ

แต่แน่นอนว่า การแต่งตั้งหญิงสาวไร้เชื้อสายเป็นราชินี… ต้องมีคนไม่พอใจแน่ๆ!

โดยเฉพาะ พระนาง Neferura ที่ยังไม่ยอมแพ้!

"พระองค์จะทำแบบนี้ไม่ได้เพคะ!!!"

Neferura เดินเข้ามาเผชิญหน้ากับ Ahmose กลางที่ประชุมขุนนาง "หญิงต่ำศักดิ์เช่นนางไม่มีค่าพอจะเป็นราชินีของอียิปต์!!!"

ขุนนางบางส่วนพยักหน้าเห็นด้วย แต่ Ahmose กลับแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ

"แล้วเจ้าคิดว่า ‘ค่าของราชินี’ อยู่ที่ใด?"

"ความสูงส่งของนาง? เชื้อสาย? หรือว่าความภักดี?"

Ahmose หันไปมอง Rhodopis ที่นั่งตัวเกร็ง เขายิ้มให้นาง… ยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ

"Rhodopis อาจไม่ใช่หญิงที่สูงศักดิ์ที่สุด… แต่นางเป็นหญิงเดียวที่ข้าเลือก"

"และหากใครกล้าขัดขวางข้า…"

แววตาของ Ahmose เฉียบคมจนทุกคนในที่ประชุมเงียบกริบ

"ก็เตรียมตัวถูกกวาดล้างได้เลย"

โอ๊ยยย ฟาโรห์ ร้ายมากกกก!!!

Neferura หน้าเสีย… เธอไม่กล้าพูดอะไรอีก เพราะรู้ว่าหากขืนขัดขืนต่อไป เธอเองอาจถูกขับออกจากวังทันที!

—

(3) งานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ และรองเท้าแตะที่ถูกส่งคืน

สุดท้าย—

พิธีอภิเษกสมรสของฟาโรห์ Ahmose และ Rhodopis ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่!!!

(ใครจะไปคิดว่าเด็กสาวไทย-อังกฤษที่เคยอยู่คอนโดในยุคปัจจุบัน… จะกลายเป็นราชินีแห่งอียิปต์ได้ฟะ!?)

เธอสวมชุดเจ้าสาวอียิปต์โบราณสุดอลังการ และที่สำคัญ—

รองเท้าแตะที่หายไปของเธอถูกนำกลับมา… โดยฟาโรห์ Ahmose เป็นคนสวมให้ด้วยมือของเขาเอง!

"ข้าคืนสิ่งที่เป็นของเจ้ากลับมา"

"แต่มีข้อแม้…"

"…"

Ahmose เงยหน้าขึ้นมามองเธอ ก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์

"ข้าขอแลกมัน… กับหัวใจของเจ้า"

โอ๊ยยย อะไรเนี่ย!!!

อุษากรัตแทบจะเป็นลมกลางพิธี ฟาโรห์มาเล่นมุกจีบสาวอะไรตอนนี้เนี่ยยย!!!

แต่สุดท้ายเธอก็ยิ้ม… และตอบเขาเสียงเบา

"หม่อมฉันมอบหัวใจของหม่อมฉันให้พระองค์ไปตั้งนานแล้วเพคะ…"

และแล้ว—

จูบแห่งรักของฟาโรห์และราชินีก็ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์…

—

(4) บทสรุปที่มีความสุข และชีวิตนิรันดร์ของราชินี Rhodopis

หลังจากการแต่งงานของพวกเขา—

Rhodopis กลายเป็นราชินีที่มีอิทธิพลอย่างมากในยุคของ Ahmose

เธอใช้ความรู้จากยุคปัจจุบันช่วยพัฒนาอียิปต์ และเป็นที่รักของประชาชน (แม้ว่าบางครั้งเธอจะเผลอใช้คำพูดแปลกๆ ที่ไม่มีใครเข้าใจก็ตาม อิอิ)

และเหนือสิ่งอื่นใด…

เธอได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับชายที่เธอรักที่สุด

ฟาโรห์ Ahmose— ชายผู้ที่ทุ่มเทหัวใจให้เธอเพียงผู้เดียว

—

(จบบริบูรณ์)

แล้วพบกันใหม่ในเรื่องถัดไปค่ะ!


✨🎧✨ ฟังฟรี นิยาย AI ✨🎧✨✨🎧✨ ฟังฟรี นิยาย AI ✨🎧✨

👇 👇 👇
✨🎧✨ ฟังฟรี นิยาย AI ✨🎧✨✨🎧✨ ฟังฟรี นิยาย AI ✨🎧✨
👇 👇 👇

✨🎧✨ ฟังฟรี นิยาย AI   


[03] 🧸 คลั่งรัก: เพื่อนพ่อรสแซ่บ

🫦 โดย: ก็..แซ่บนะ ©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม คลั่งรัก: เพื่อนพ่อรสแซ่บ เมื่อความรักต้องห้ามระ...